Premy's profileHave a nice flight :)PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Have a nice flight :) |
||||||||||||||||||||||||||
|
|
November 23 Uniquely Singaporeไม่ได้มา up space นานมาก จนมีเพื่อนมาทักหลายคน ว่าไปตกหลุมที่ไหนมา
ความจริงไม่ได้ไปไหนเลย แต่ด้วยความขี้เกียจตัวเป้นขน วันนี้เลยเข้ามาลงภาพซะหน่อย
ทริปนี้เราจะว่าด้วยการตามไปกิน น้ำหนักขึ้นไปตามๆกัน แต่เถอะนะ มาลดเอาตามหลังก็ได้
ประเทศที่เราไป คือ "สิงคโปร์" หรือชื่อเดิมที่เรียกว่า "สิงคปุระ" มีสัญลักษณ์ Merlion
เป็น escort เป็นตัวส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ใกล้ไทย แค่เนี๊ย นั่งเครื่องบินไม่ถึงสอง
ชั่วโมงก็ถึง เลยพาพ่อกับน้องชายไปด้วย คราวนี้เลยกินกันสะบั้นกั่นแหลก ดังนั้น
เราจะไม่พูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวเท่าไรนัก เพราะสิงคโปร์เป้นแค่เกาะเล็กๆบนแค่คาบสมุทร
มลายู แต่พัฒนาเมืองได้สะอาดกว่าบ้านเรามากนัก โดยเฉพาะกฏเหล็กหมากฝรั่งนี่
น่าชื่นชมเป็นที่สุด แถมยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เล็กติด 1 ใน 5 ของประเทศที่เล็กที่สุด
ในโลกด้วย จำนวนประชากรก็ 3 ล้านกว่า ก็น่าจะปกครองง่ายอยู่ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยว
ก็ที เกาะ Sentosa, น้ำพุแห่งความโชคดี, merlion park and china town ตบท้าย
ด้วยถนน shopping orchard road แต่สำหรับผู้นิยมของราคาถูกหน่อย ก็ต้องไปที่
Bugis street ซึ่งเป็นที่ให้ใช้จ่ายเงินกันอย่างไม่อั้น
แค่สามวันก็เที่ยวหมดเกาะแล้ว แต่เราจะมาพูดถึงเรื่องอาหาร ซึ่งสามวันก็ตระเวนกินไม่หมด
1. Ya khun kaya toast
ขนมปังสังขยาดีๆนี่เอง แต่ขนมปังเค้าจะไม่เหมือนบ้านเรา เค้าจะเอาขนมปังไปปิ้งให้กรอบ
มาทาสังขยา และใส่เนยลงไปทั้งก้อน เพื่อให้ความเค็มกับความหวานของสังขยาเข้ากัน
ต้องกินต้อนร้อนๆ พร้อมกับชาพื้นเมือง และไข่ลวก ซึ่งคล่องคอดีนัก ร้านนี้อยู่ที่ Far east
square เอาใจคนไทยไม่ใช่น้อย เพราะมีเมนูภาษาไทยด้วย สนนราคาที่ชุดละ SGD 4 หรือ
คิดเป้นเงินไทย ก็ประมาณ 100 บาท
2. Chicken rice
จะหากินได้ตาม food court แต่ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ต้องข้าวมันไก่บุญท่องกี่ ข้าวมันไก่ที่นี่จะไม่
เหมือนบ้านเรา เค้าจะใส่ข้าวกับไก่แยกจานกัน ข้าวก็คือข้าวมันนี่ล่ะ ต่างกันตรงไก่ เพราะไก่เค้า
จะมีน้ำซอสสูตรเฉพาะของใครของมันราดบนไก่สับ ตามด้วยน้ำมันงา และโรยหน้าด้วยผักชี
ประกอบด้วยน้ำแกง ใครชอบกินข้าวมันได่อยู่แล้ว ไปสิงคโปร์ต้องไปลองข้าวมันไก่ของเขาเลย
3. Jumbo seafood
กินไก่ ไข่แล้วคราวนี้มากินปูกันบ้าง ร้านยอดฮิตของที่นี่ ชื่อร้าน jumbo มีสองสาขา แต่ที่ไปกิน
ไปกินตรง clarke quay อาหารที่ต้องสั่งทุกโต๊ะ คือ ปู แล้วเลือกเอาว่าจะไปผัดพริกหวานหรือ
ผัดพริกไทยดำ เราเลือกผัดพริกหวาน เพราะจะมีน้ำหน่อยๆไม่แห้งจนเกินไป (ดูภาพเอานะ) และที่
ติดใจอีกอย่าง คือขนมปังทอด ภายนอกเหมือนขนมปังธรรมดา ไปถึงเราก็ไม่ได้สั่ง แต่สังเกตทุกโต๊ะ
สั่งหมดเลย เลยสั่งมาบ้าง ไม่ผิดหวัง เพราะเนื้อแป้งเป็นเหมือนหมั่นโถว แล้วเอาไปทอด ไม่อมน้ำมัน
ต้องสั่งมาเพิ่ม นอกจากนี้อาหารที่ขึ้นชื่อ คือ ผัดหมี่ฮกเกี้ยน, ผัดผักบุ้ง และหอยเชลล์ทอด ราคาไม่
แพง สมราคา
4. satay club
อยู่ตรงบริเวณ clarke quay เหมือนกัน ใครไปต้องไปกินหมูสะเต๊ะร้านนี้ ขึ้นชือนัก จะเปิดหลังเที่ยง
และปิดประมาณ 4 ทุ่ม รสชาตินุ่มชิ้น เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา
5. Rojak
อาหารอื่นๆ ออกจาะเป้นที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนไทย แต่อาหารที่ชื่อนี้ดิ ไม่รู้จักมาก่อน แต่ตาม food court
สั่งมากินกันยังกับเป้นอาหารยอดฮิต (ดูรูปเอานะ ที่หน้าตามันดำๆน่ะ) อาหารชนิดนี้ประกอยด้วยผลไม้
หั่นเป้นชิ้นเล็กๆ และแป้งคล้ายปาท่องโก๋ หั่นใส่ลงไป แล้วราดด้วยซอสสีดำเหนียว โรยด้วยงาขาว
รสชาติจะหวานๆ จะว่าเป้นของคาวก็ได้ ของหวานก็ดี หากินได้ทั่วไปตาม Food court
6. บากุดเต๊
เป็นน้ำแกงผสมยาจีน หลายชนิด ก็จะมีกระดูกอ่อน กับเครื่องในหลายอย่างในชามเดียว กินกับข้าวสวย
นิยมกินกันตอนเช้า เพราะซดน้ำช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง ร่างการสดชื่น แต่ไม่ได้กิน เพราะคิดว่ากินที่
ไทยก็ได้ แต่ความจริงคือ กินไม่ไหวแล้ว เพราะกินมาสามวันติดแล้ว แหล่งที่หากินได้ คือ china town
จะมีร้านนึง อยู่ติดถนน ใต้ตึก china town center คนกินเยอะมาก ทุกเช้าเลย
7. บะหมี่ฮกเกี้ยน และ กลุ่ม บะหมี่ต่างๆ
หากินได้ตาม food court อีกเช่นกัน รสชาติจะไม่เหมือนบ้านเราโดยเฉพาะบะหมี่หมูแดง เส้นเค้าจะบาง
และเหนียว เค้าจะแยกน้ำต่างหาก เอาไว้ซดต่างหาก ไม่ใส่ลงไปในเส้น สำหรับเส้นเค้าจะมีน้ำซอสสีดำ
ใส่ไว้ เวลากินคลุกเส้น หมูแดงกับนำซอสแล้วค่อยกิน ถ้าอยากซดน้ำ ก็ซดต่างหาก แปลกดี
8. Banana leaf
พูดถึงอาหารจีนมาเยอะ มาเจอร้านอาหารอินเดียร้านนึง ชื่อ banana leaf ตั้งอยู่บริเวณ little india
มีอาหารอินเดียทุกประเภท ที่ขอแนะนำ คือ แกงกะหรี่ไก่โรตี แป้งโรตีที่นี่จะไม่เอาไปใส่นม ใส่น้ำตาล แต่
จะเอามากินกับแกง ใครอยากกินได้รสชาติ ก็แค่บอกเขาว่าใส่ในใบตอง แล้วใช่มือจกซะ ถือว่าเป็นการกิน
แบบอินเดียแท้ๆเลย ตอนเดินผ่านร้านนี้ กินเครื่องเทศแรงมาก แต่ไม่ไหวแล้ว ถอยดีกว่า ถ้าใครอยากลอง
ก็อย่าลืมไปแวะเวียน
9. Ka-lor-jee
เข้าสู่หมวดหมู่ขนมหวาน พออ่านแล้วคลนึกว่าเป็นแบบแป้งทอดแล้วเอามาตัดไปคลุกน้ำตาลแบบบ้านเรา
แต่ไม่ใช่ เค้าจะทำโดย มีพิมพ์ นำแป้งผงสีขาวมาใส่แป้นพิมพ์ ตักไส้ลงไป (ไส้ทำมาจากอะไรนี่บอกไม่ได้
เพราะไม่รู้ แต่คาดว่าน่าจะมาจากมะพร้าว) แล้วปิดด้วยแป้งผงสีขาวอีกที แล้วเอาไปนึ่ง เป็นอันว่ากินได้
ดังนั้น ใครอยากกินกะลอจี๊ แบบบ้านเราคงหาไม่ได้ที่สิงคโปร์แน่ๆ เพราะไม่เหมือนกัน
10. Ice kajang
ปิดท้ายด้วยน้ำแข็งใส ที่จะมีลูกชิด ลอดช่องสีเขียว ถั่วแดง โปะด้วยน้ำแข็งใส แล้วราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำ
มาจากน้ำตาลทรายแดง ใส่กับนำหวานหลากสี เวลาร้อน กินแล้วชื่นใจดี เพราะมันมีกลิ่นหอมของน้ำตาล
ทรายแดง และชื่อเรียกก็เก๋ไก๋น่าดู ราคาอยู่ประมาณ 50 บาท ต่อถ้วย
นอกจากนี้ ยังมีไอติมที่คล้ายไอติมโบราณบ้านเรา คุณลุงแก่ๆจะเข็นขายกันตามท้องถนน ราคาก็ SGD 1 หรือ
ประมาณ 23 บาทไทย ไอติมจะเป็นแท่ง แต่เค้าจะใส่ขนมปังแผ่นขนาบข้างสองแผ่น เพราะง่ายต่อการถือกิน
ไม่เสียบไม้ เพราะเค้าบอกว่ามันละลายง่ายกว่า แถมคุณลุงพวกนี้ พูดภาษาไทยได้ด้วย พอกินไปคำแรก เจอ
ถามภาษาไทยทุกราย ว่า "อร่อยไหม ?" ก็ต้องตอบ "อร่อยค่า"
ยังไม่หมด ถ้าใครนิยมรับประมานแบบ buffet แบบ All u can eat ต้องมาที่ bugis junction ข้ามถนนไป
ฝั่งตรงข้ามจะมีร้านอาหารคล้ายหมูกระทะบ้านเรา แต่ราคาแพงกว่าลิบลับ คิดราคา SGD 15 หรือ 350 บาท
แต่คุณภาพอาหารดีมาก เพราะมีปู กุ้งให้เลือกกินกันหน้าชื่นบานไปเลย
และสุดท้ายมาปิดที่เครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงของที่นี่ Singapore sling ถ้าอยากกิน original ต้องไปกินที่ โรงแรม
Raffle แต่ใครไม่สะดวก และทุนในกระเป๋าอยากใช้อย่างพอเพียง ก็ไปกินตามร้านนั่ง drink ต่างๆก็ได้ มีขายกัน
หมด สำหรับร้าน drink ที่แนะนำให้ไปที่ร้าน chimes เพราะบรรยากาศจะสบายๆ มีบาร์ให้นั่งและฟังเพลง แต่ใคร
อยาก dance กระจาย ต้องมาที่ Ministry of sound ได้เต้นกระหน่ำตามสไตล์ขา dance แน่ แต่ที่แน่ๆ มา
Singapore ทำใจหน่อย เพราะผู้ชายผู้หญิงที่นี่ ถ้าเทียบกับเมืองไทยแล้ว พวกเราชนะเลิศ รับรองใครมา เกิดแน่ๆ
September 22 ไปเที่ยว Sydney, Australia กันนะอะฮ่า มาแล้ว ที่สัญญาไว้ ว่าจะพาไปออสเตรเลีย ที่จริงไปมาแล้วตั้งสองเดือนมั๊ง
แต่ด้วยความขี้เกียจ กว่าจะมา up space ได้ก็ล่อไปสองเดือน ไฟลท์นี้เป็น
Ultra long flight ความหมายน่ะหรือ "ก็ไฟลท์โคตรยาวไงล่ะ" มากกว่าสิบ
ชั่วโมงขึ้นไป ก็จาก Abu dhabi ไป Sydney ก็แค่ 14 ชั่วโมงเอง ชิว ชิว
(ที่ไหนได้ จะบ้าตาย แล้วไฟลท์เต็มอีกต่างหาก แล้วผู้โดยสารก็เป็นพวกช่างขอซะด้วย)
โชคยังดีที่ได้อยู่มากกว่า 24 ชั่วโมง เลยต้องรีบเก็บเกี่ยวการเที่ยวให้เรียบร้อย
เพราะข่าวมันออกมาว่าจะเปลี่ยนเป็น Daily flight ภายในเดือนนี้แล้ว ถ้า Daily
ก็อยู่แค่หนึ่งวัน ไปไหนไม่ได้หรอก นอนตายอย่างเดียว เอาล่ะ บ่นพอแล้ว
ไปเที่ยวกันดีกว่า
ถ้าพูดถึง sydeney ก็ต้องไปดู Opera house กับ Habour bridge ที่เค้าชอบจุดพุ
ตอน count down วันปีใหม่อ่ะ โชคดีที่โรงแรมที่บริษัทที่รักจัดให้ อยู่ในตัวเมือง
อยู่ตรงข้ามสองที่นี้เลย สามารถที่จะเดินไปยลโฉมได้อย่างง่ายดาย แต่พอดูไปดูมา
แรกๆก็สวยนะ พอไปๆมาๆ ก็เบื่อซะและ นั่งเรือไปสวนสัตว์ Tangoora zoo ดีกว่า
ไปดูหมีโคล่ากับจิงโจ้กัน (ใครมาออสเตรเลีย ไม่เห็นหมีโคล่า เหมือนยังไม่มาถึงเนอะ)
แต่พอไปถึงฝนก็ตกซะงั๊น หมดอารมณ์เลย หวังว่าสัตว์ที่ชั้นอยากดู จะไม่นอนตายนะ
ก็โชคยังดี ยังไม่นอน พอจะถ่ายรูปได้บ้าง จากที่โชว์ และก็แวบไปถ่ายกับคิงคองหินซะ
งั๊นเพราะมันว่าง่าย ยอมให้นั่งด้วยเห็นไหม ส่วนแรด ยอมให้ขี่เลย อิอิอิอิ ชอบ
จริงๆได้ไป china town ด้วย แต่ไม่รู้รูปหายไปไหน แต่ที่แน่ๆ ไปกินร้าน Super bowl
มาร้านที่แอร์การบินไทยชอบไปกิน อร่อยจริงๆ เมนูแนะนำ
1. โจ๊กกับปาท่องโก๋ size big (ที่นั่นเค้าก็เรียก ปา-ท่อง-โก๋ นะ เวลาสั่ง ทับศัพท์ได้เลย)
2. ปลาหมึกชุบแป้งทอดแบบเค็ม
3. บะหมี่เกี๊ยว
แต่อย่าสั่งเยอะเชียวนา ไม่ใช่ว่าแพง แต่แต่ละจานนี้ ใหญ่เป้ง แบบผู้หญิงไทยกินได้
สามคนเพราะข้าพเจ้า ไปถึง หิวมาก สั่งแบบไม่คิด กว่าจะกินหมด พุงแทบแตก อ้อ
สำหรับเครื่องดื่มก็ "ชานมไข่มุก" ยอดฮิตนั่นเอง สรุปง่ายๆ ถ้าจะกินอาหารก็ต้องไป
ที่ china town นะค๊า
ที่นี่มี Thai town ด้วย เพราะคนไทยอยู่เยอะ อยู่ถัดไปจาก china town นิดนึง เดินไป
ได้สังเกตได้ จะเห็นร้านขาย CD หนังไทยอยู่ร้านนึง มีป้ายร้านเป็นภาษาไทย และร้าน
นี้ก็กลายเป็นร้านที่พวกเราไว้ซื้อหนังไทยกัน เพื่อมาดูที่อาบู ดาบี ราคาก็พอๆกับเมืองไทย
แต่ที่นี่มีหนังให้เลือกเยอะ ไม่เหมือนเมืองไทย เป็นเพราะเมืองไทย เปิดปุ๊ปดูปั๊บ ที่นี่ไม่มี
เลยต้องหาซื้อกัน เป็นเรื่องธรรมดาก็เวลามีลูกเรือไปออสเตรเลีย ก็ฝากซื้อหนังไทย
ตามๆกัน พูดไปก็คิดถึงบ้านจังเลย
"
ที่พลาดไม่ได้ ก็ shoppping เพราะที่นี่จะมีพวกครีมที่ทำมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของแกะ
อยู่มากมาย เช่นสกัดจากรกแกะเป็นต้น และครีม David Jone ที่ต้องไปซื้อที่ห้าง
David Jone รวมกับ shoppping อื่นๆ ที่ห้างนี้ด้วย และอันนี้เป้นคำสั่งของมารดา
ของข้าพเจ้าเองเลย ว่าหอยเป๋าฮื้อที่นี่ จะถูกกว่าเมืองไทยมากมาย ถูกสั่งให้ซื้อให้ด้วย
ก็ซื้อตามคำสั่งหมดไป 5000 กว่าบาท ได้มาสี่กระป๋อง (คุณนายช่วยบอกก่อนนะค๊า
ว่ามันแพง จะได้ไม่เข้าซื้อดะ แบบนี้ นี่ยังดีที่ยังไหวตัวทัน ไม่เอามาเป็นสิบ ไม่งั๊น
เดือนหน้า เป้นหนี้บัตรเครดิตบาน)
ตอนขากลับ อยากกระโดขึ้นเครื่องการบินไทยมากๆๆๆ ทำไมต้องมาแลนด์และออก
พร้อม Etihadด้วยนะ การบินไทย รอชั้นด้วย ชั้นจะกลับด้วย (คงได้แต่ฝัน)
มีคืนนึงไป habour อะไรซักอย่าง จำชื่อไม่ได้และ ที่มี Aquarium และร้านอาหารเยอะๆ
แต่ไม่ได้ไปดู Aquarium หรอกนะ เพราะคุณนายเอ๊าะบอกว่า ไม่มีอะไรเลย เหมือนที่อื่นๆ
ก็เลยไม่ไป ไปชมNight life แล้วก็กลับมานอน เตรียมตัวกลับ flight time นานกว่าเดิมอีก
ก็ชิว ชิว 15 ชั่วโมงเอง(จะบ้าตาย
Brisbane แต่ไม่ Direct แล้วไป Transit singapore เดี๋ยวจะขอทำไฟลท์นี้ เพราะได้ไป
ตั้งสองประเทศแน่ะ ถ้าได้มาแล้ว จะมาเล่าให้ฟังนะ แต่ทริปหน้า ขอจัดเป็น Trip family ค่า
เพราะจะพาม่าม๊า ป่าป๊า และอากิ๋มไปขึ้นเขาที่สวิสกัน ชื่อว่า "Matahorn" อยู่ที่เมือง
Zurich ตอนใต้ของสวิส
ตอนนี้ขอไปหารูปก่อน ไม่รู้อิชั้นเอาไปเก็บไว้ไหนแล้ว เดี๋ยวบรรยายแล้วไม่เข้าใจ
เจอกันนะเจ้าคะ
September 04 Brugge, The venice of the northก่อนอื่น บอกก่อนว่า Brugge นี้อยู่ที่ไหน อยู่ทางตอนเหนือของ Belgium
เป้นเมืองเล็กๆน่าอยู่ และคงสภาพ ความเก่าแกเอาไว้ และที่บอกว่าเป็น
"The venice of north" ก็เพราะว่ามีคลองล้อมรอบเมืองเหมือน venice เลย
ต่างกันแค่เมืองนี้เล็กว่า และคลองน้ำก็ไม่ใสเท่า
พออรัมภบทเสร็จแล้ว ก็มาว่าวิธีการเดินทางดีกว่า เราเริ่มต้นจากสถานีรถไฟ
"Brussel center" นั่งรถดิ่งตรงไปสถานีรถไฟ Brugge ประมาณ 1 ชม. ก็ถึง
เราก็เริ่มเดินจากสถานีรถไฟไปยังเมืองเล็กๆ น่ารัก ผ่านสวนน่ารัก และร้าน
อาหารไทยด้วย (อาหารไทย ดังไกลไปทั่วโลกเลย) เดินไป ชมสวนน่ารัก
แล้วเราก็มาถึงจุดที่ต้องลงเรือ เพื่อชมคลองเก่าแก่ และมี guide ด้วย แต่ก็อ่ะนะ
พูดก็พูดไปเถอะ อิชั้นถ่ายรูปอย่างเดียว ด้วยความเมามันส์ เลยไม่รู้ว่าที่ไหน เป็นที่ไหนบ้าง
แต่พอจะจับใจความว่าได้ว่า มีโบสถ์เก่าแก่ดังรูป และ ยังมีบ้านผีสิงห์ด้วย น่ากลัวไหม
ใช้เวลาประมาณ 20 oที ก็วนครบรอบ เราก็รีบจำไป Diamond factory เพราะเค้าจะ
สาธิตการทำเพชรให้ดู แต่เสียดายถ่ายรูปไม่ได้ ก็ฟังไป แต่ก็ไม่มีตังค์ซื้อ
พอตกบ่าย เราก็ไม่พ้น Waffle สำหรับข้าวกลางวัน decorate ด้วยกล้วย และ
วิปครีม (เรื่องความอ้วนมาว่ากันที่หลัง คือถ้ามาถึงเบลเยี่ยมไม่ได้กิน waffle แสดง
ว่ามาไม่ถึง ใครเห็นด้วย ยกมือขึ้น) พออิ่มท้อง ก็ต่อด้วยอาหารตาที่ Chocolate
Museum โห น่ากินจริงๆๆ แต่กินไม่ได้ เพราะเค้าทำออกมาซะน่ารักเชียว มีทั้งรูปแมว
ผู้หญิงใส่ชุดแฟชั่น และยังมีการสาธิตการทำ chocolate truffle ให้ดู และชิม
จะว่าไปที่นี่ก็เข้าสร้าง museum เนอะ หาที่ดึงดูดให้คนมาชมเยอะๆ และก็ได้ผล
พอออกจากโรงงาน chocolate ตัดสินใจเดินไปประมาณ 1 กิโลเมตรเพื่อดูกังหันลม
ริมถนนที่มีสามอันติดกัน ได้รูปสวยๆมาสมใจ เพื่อนเอ๊าะชวนเดินขึ้นไข้งบน แต่ด้วย
สังขารที่อายุจะสามสิบกันแล้ว เลยตกลงใจว่าไม่เดินดีกว่า นั่งกินลมอยู่ข้างล่าง
นานพอดู ก็เดินกลับมา shopping เค้าออกร้านขายของที่ระลึก
พอเสียตังค์หอมปากหอมคอ ก็ได้ฤกษ์เดินทางกลับ Belgium ใช้เวลาเท่าเดิม
1 ชั่วโมง เราก็ถึงที่พักโดยปลอดภัย
ปล.การเดินทางไป Brugge เราสามารถซื้อ Package tour ได้ที่ train station
จะรวมค่าตั๋วไปกลับ Belgium-Brugge-Belgium + Diamond museum fee +
Chocolate museum entrance fee ก็ตกราคาที่ Euro 15 สมเหตุสมผลกับ
การที่ได้ชม "The venice of north" อ้อ !!! ลืมไปค่าเรือที่ชมคลองอีก
5 ยูโรนะคะ
ทริปหน้า ไป sydney,Australia กันนะ ไปดู opera house, Hobour bridge
และ หมี coala กันนะ
SEE YA
May 28 ทิวลิป กังหันกับจิบเบียร์เย็นๆที่ Amsterdamมาแล้วค่ะ มาแล้ว ช่วงนี้ต้องรีบมาอับก่อนที่จะคิดหนักเรื่องเงินทอง
เพราะแต่ก่อนก็เที่ยวเดือนนึงครั้ง แต่เดี๋ยวนี้ครึ่งเดือนครั้งแล้วเจ้าค่า
15 วันเที่ยวที เพิ่งกลับมาจาก cape town หมาดๆ ก็ไป Brussel, Toronto
อีก ตารางเดือนหน้า ก็ได้ sydney มาอีก ช่วงกลางเดือน พอกรกฎา คราวนี้
ไม่จ่ายเดี่ยวแล้ว จ่าย triple เลย เพราะจะพาพ่อแม่ไป swiss ด้วยกัน
แล้วมันจะมีตังค์เก็บได้ยังไง ฟร่ะ t_t บรึ๋ย
เอาเถอะ เรามาเริ่มทริปเราดีกว่า บอกว่าจะไปดูกังหันที่ amsterdam
ทุ่งทิวลิปที่ Keukenhof แล้วก็จิบเบียร์ heineken ได้ทำหมดเลยนะค๊า
แต่จิบเบียร์นี่ ซื้อกลับมาจิบที่บ้าน เพราะกลัวจะทำงานไป Toronto ไม่ไหว
นั่งรถไปจาก Brussel ไปก็ประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ที่ชอบตอนที่ซื้อตั๋วรถไฟนี่ล่ะ
ไม่ได้พูดอะไรเลย เค้าก็ถามแล้ว ว่าเป้นนักเรียนอยู่ใช่มั๊ย เราเลยรีบตอบแบบ
ไม่ลังเล ว่า "ใช่ค่า" อายุยังไม่ถึง 26 เลยค่า เลยได้ตั๋วนักเรียนราคาประหยัดมา
เพราะมีใบหน้าอ่อนเยาว์ กว่าอายุจริงนี่เอง (ไม่ใช่แค่ที่นี่นะ รถบัสไปน้ำตก niagara
ที่แคนาดา ก็ได้ตั๋วนักเรียนนะค๊า ขอบอก !!! แต่คนที่ภูมิใจสุดเป็นเอ๊าะ เพราะ she
แกจะสามสิบ อยู่มะลำมะล่อแล้ว อิอิอิ)
ก่อนถึง amsterdam เราไปลงสถานี leiden เพื่อต่อรถบัสไปสวน keukenhof
เค้าบอกว่า เป็นสวนดอกไม้ที่มีคนมาชมเป็นอันดับสองของโลก รองจาก disneyland
แต่เยดาย ช่วที่เรามาถึงเค้าจะปิดฤดูกาลแล้ว เลยไม่ค่อยมีดอกไม้ให้เห็น แต่ก็เห้นแบบ
พอหอมปากหอมคอ ดีกว่าไม่ได้เห็นเลยเนอะ แล้วก็จับรถไปจากสวนตรงดิ่งไป amsterdam เลย
พอถึง amsterdam ตั้งใจไปดู vangoh museum แต่พอเห็นค่าเข้าเปลี่ยนใจ
ดีกว่า เพราะพวกอิชั้นไม่ซาบซึ้งศิลปะกันเท่าไร ศิลเปอะ สิไม่ว่า แตสายตาไปเจอป้าย
" I AMSTERDAM" เลยชักรูปกันไปหลายรูป เค้าเข้าใจ promote การท่องเที่ยวเค้าเนอะ
น่ารักดี speech นี้ ชอบ เหมือนมีความรู้สึกว่า เมืองนี้มีชิวิตเหมือนคนเลย
แล้วเลยไปบ้านAnne frank ซึ่งเป็นเด็กสาวชาวยิวมาซ่อนที่บ้านหลังนี้ เพื่อหลบหนีการตามล่า
ของฮิตเล่อร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ท้ายที่สุดก็ถูกจับได้อยู่ดี เค้าทำสถายี่ดีมากเลย
ดูแล้วไม่เบื่อ (ส่งวีดีโอ ไปให้เพื่อนๆดูแล้วนะ ใครไม่ได้บอกมา ภูมิใจนำเสนอค่า)
แล้วก็ไปล่องเรือที่คลอง amsterdam ที่เค้าขุดขึ้นมาหลายสอบแล้ว ก็ซึมซับกับ
ธรรมชาตซะนาน ในที่สุดก็ถึงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน
พวกเราไปที่ red light district คืออะไรน่ะเหรอ ? มันเป็นเหมือน RCA บ้านเรา
แต่เปิดกว่าเยอะ คือแบบสูบกัญชาโดยไม่ผิดกฏหมาย มี sex shop อยู่เต็มเลย
แล้วก็มี sex museum ด้วย ก็อยากเข้าไปดูอยู่ ต่คุณนายเอ๊าะ ไม่อยาก เลยอดดู
เสียดายจังงงงงงง !!!!!
พอวันรุ่งขึ้นก็ซื้อของที่ระลึกนิดหน่อยที่ flower market อ๋อ !!! ลืมที่ dam square
ไป ก็เหมือนสยามมีโชว์ต่างๆให้ดูเยอะแยะ คนก็คับคั่งทั้งกลางวัน กลางคืนเลย อ้อ !!!
ที่นี่เป้นแหล่งกำเนิดเบียร์ heineken ถ้าใครอยากดูวิธีการทำเบียร์ก็ดูได้ มี drink free
3 drinks ด้วย แต่งานนี้ถอนตัว เพราะยังอยู่ในหน้าที่ นั่งรถไฟกลับมาอีกสามชัวโมง
ก็ถึงบัสเซลล์แล้วล่ะ
มาอ่านต่อนะ จะพาไปเที่ยวเมือง "Brugge : The venice of the north"
มาดูกันว่าเป็นยังไง ปลื้ม...จบ
May 11 cape town เมืองในฝันกลับมาแล้ว หลังจากไป Jo'burg 7 วัน
ถือว่า เป็น flight ที่สบายที่สุดเลยก็ว่าได้
เพราะไปแค 7 ชั่วโมง แต่อยู่ตั้งห้าวันแน่ะ
แล้วเรื่องไรจะอยู่เฉยๆ เลยจัดการจองตั๋วไป cape town
ด้วยสายการบิน low cost มีนามว่า mango
แต่ก่อนไปขอไปดู Gold reef city ทุกทีเจอแขกหลอก
คราวนี้มาเจอคนดำหลอกบ้าง บอกว่าไปสนุกกับเหมืองใต้ดิน
แต่แหม พอลงไป ไม่เห้นมีไรเลย แล้วต่อด้วย pritoria เป็น
เมืองหลวงของ jo'burg มีสถานที่ราชการตั้งอยู่มากมาย
ไปดู church square และ union square มา เค้าสร้าง
เมืองสวยดีนะ น่ารักดี
วันรุ่งขึ้น เราไปดู safari กันที่ pilanesburg หวังว่าจะเจอ big 5
แต่เจอแค่ big 2 ซึ่งคือ แรด และช้าแอฟริกันเท่านั้น ที่จริงควรจะ
เห็นสิงโต เสือดาว และควายป่าด้วย แต่ก็นะ ไปกันวันแรงงาน
วันหยุดวากล รถเลยเยอะไปหน่อย สัตว์เลยหนีหายหมด เอาเถอะ
อย่างน้อยก็เห็นตั้งสองแน่ะ แต่ยังไม่หมดแค่นั้นนะ เห้นตัวอิมพาลา
ยีราฟ กิ้งก่าแอฟริกา หมาจิ้งจอก และตัวอื่นอีกเยอะ ที่เราไม่รูจัก
ตกบ่าย ไป sun city เค้าว่าเป็น lost city ไปดูแล้วก็สวยนะ
แต่สวยแบบแต่งขึ้นมา มันเป้นเมืองท่ามกลางหุบเขา สวยจริงๆ
รุ่งขึ้นรีบบินไป cape town วันแรกก็ไปชิมไวน์กันเลย เพราะเค้า
ว่าที่เมืองนี้ ส่งไวน์เป้นอันดับต้นๆของโลก แต่อ่ะนะ เราเป้นพวกกินไวน์
ไม่เป็น ไว้ทริปหน้า ไป Armsterdam แหล่งกำเนอก heineken
จะชิมเบียร์ให้สุดๆเลย กลับมาไปชม waterfront ชอบมากๆ ตรงนี้สวยที่สุดเลย
มีฉากหลังเป้น table mountain แล้วไปกินอาหารทะเล ที่ ร้าน Four quay
โหย เอียนมากๆ เพราะไม่ใช่อาหารทะเลแบบ้านเรา เป้นแบบฝรั่ง เลี่ยนจน
ถึงคอ แต่ก็กินจนหมดล่ะน่า
ตื่นเช้าอีกสักวัน ไปขึ้น table mountain เพราะอากาศเอื้ออำนวย สวยตาม
ที่คิดไว้ ตามติดด้วยไปดูเกาะแมวน้ำที่ Hout bay (เห็นแมวน้ำเป้นฝูงๆเลย)
ตามติดด้วย ไปดู caprf good hope และ cape point ที่เค้าว่าเป้นที่
มหาสมุทรอินเดียกับ มหาสมุทร antactic มาบรรจบกัน แล้วไปยืนถ่ายรูปที่จุด
ต่ำสุดขอทวีปแอฟริกาที่แหลม good point ยังไม่จบนะวันนี้ เห็นแม่นำแล้ว
ก็ไปดูแพนกวินต่อที่ boulday bay น่ารักมากๆ เป็น african panquin และ
น่าเสียดายที่เราไป robben island ในวันรุ่งขึ้นไม่ได้ เพราะมันเต็ม เราเลยอดเห็น
table mountain ที่เป็น postcard view เลย แต่ไม่เป็นไร เราจะไก้บตกรูปภาพ
พวกนี้ ที่ waterfront กันอีกที ในวันพรุ่งนี้
วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ cape town เลยตัดสินใจไปเดิน green market
เพื่อซื้อของที่ระลึกซะหน่อย อืม ก็ได้ของมาพอหอมปากหอมคอ ก่อนที่จะไป
waterfront เพื่อปิดอาหารมื้อสุดท้ายของ cape town ที่ร้าน grill bar ด้วยว่า
เราไม่สามาถกินเนื้อได้ เลยสั่ง pock rib มากิน โห อร่อยสุดยอด ไม่เชื่อ ดูรูปดิ
แล้วก้รีบเก็บรูปถ่ายที่ waterfront ให้หมด ก่อนบินกลับ jo'burg ด้วยสายการบิน
เดิมที่มีชื่อน่ารัก mango airline โดยสวัสดิภาพ เพื่อทำงานกลับ อาบู ดาบี ในวันรุงขึ้น
ทริปนี้หมดไป 25000 บาท ถือว่าคุ้มมาก เพราะถ้ามากับทัวร์ต้องเสียไม่ต่ำกว่า
70000 เอาเป็นว่าเสียตังค์ไม่เท่าไร แต่ได้มาเมืองในฝันที่ใครหลายคนอยากมา
ดังคำที่ว่า "cape town เมืองในฝัน"
แล้ไว้เจอกันทริปหน้า "กังหัน ทิวลิปกับเบียร์เย็นๆ ที่ Armsterdam"
April 04 New york ละเหี่ยใจโห !!! ตั้งชื่อ topic ได้แสนจะเสี่ยวจริงๆ
แต่คำนี้เท่านั้นที่สะท้อนความเป้นจริงของไฟลท์นี้
ทำไมน่ะหรือ เริ่มจากตรงนี้เลยละกัน ....
ก่อนนี้ ตอนทำไฟลท์นี้ ก็มีแต่คนบ่นเพราะ flight time มันตั้ง 14 ชั่วโมง
แต่มันให้ผลัดกันนอน แค่ 4 ชั่วโมง แต่บางทีนอนได้มากกว่า 4 ชั่วโมง
ขึ้นกับ cabin manger และ จำนวนผู้โดยสาร ตอนเริ่มแรก
ชิว มาก pax แค่ 22 - 40 คน แทบจะแย่งกันบริการ เพราะไม่มีไรทำ
แต่มาตอนนี้น่ะหรือ หวังไปเถอะ ถ้าไม่เต็ม ถือว่าเป็นของแปลก
แล้วลองคิดดู ต้องบริการผู้โดยสารอยู่เกือบสิบชั่วโมง นี่ลบเวลานอนไปแล้วนะ
พอหิวน้ำ ก็ขอลูกเรือ มีแข้งมีขา ทำไมไม่รู้จักเดินเองเสียบ้าง
ด้วยลักษณะนิสัยที่อดทนสูงอยู่แล้ว ตอนบริการไปก็ด่าเป็นภาษาไทย
ช่างมัน ถึงมันจะฟังภาษาเราออก ก็ไม่สนแล้ว ขอให้ระบายแล้วกัน
แล้วยังตอนนอนอีก ใครจะไปนอนหลับ turbulance งี๊ แล้วที่ crew rest
ก็แห้งซะ ทาโลชั่นก็ไม่ช่วยอะไร แล้วยังหิวน้ำ ปัสสาวะบ่อย เอาเวลาสี่ชั่วโมง
มาลบไปลบมา ก็สรุปไม่ได้นอน พอถึง New york ก็หลับเป็นตาย
แต่มาคราวนี้ เปรมมันฮึดสู้ เนื่องจากอากาศดีมากๆ ไม่มีหิมะตกแล้ว
อยากไปยลโฉม ladies of liberty ซักครั้ง เลยขอไม่หลับไม่นอน
ออกไปตะลุยเกาะ manhattan กันเลย ซดกาแฟมันไปสองถ้วย
แล้วก็ไปชะงัก ว่าทำไมค่าต๋วมันแพงยังงี๊อ่ะ ตั้ง 20 Dollar แต่ไม่เสียความตั้งใจ
ลุยต่อ มาจนถึง penn station (คล้ายหัวลำโพงบ้านเรา) จับ MRT ไป
South Ferry ต่อ แล้วยังไม่จบ เพราะ she แกอยู่กลางเกาะ ต้องจ่ายค่าเรือ
นั่งต่อไปอีก แหมกว่าจะได้ยลโฉม เสียไปหลายตังค์เลย แต่ก็คุ้มค่านะ
พอถ่ายรูปหนำใจ ก็ออกมาไป Fifth avenue ถนน shopping อลังการมาก
และสัญญักษณ์ที่ขาดไม่ได้ ก็คือ Taxi สีเหลืองนี่ล่ะ แต่ของแพงชะมัด
แต่เดี๋ยวนะ อยากให้มาดูคนขายร้าน Abercomcie (สะกดยังงี๊ เปล่าว่า)
หล่อชะมัดยาส์ด ผู้หยิงก็สวยนะ เค้าคัดหน้าตามาขาย แล้วจะแต่งตัวออกเซ็กซี่
หน่อยๆ ไม่เข้าไปซื้อของ แต่ขอได้ไปดูก็พอใจแล้ว
ตามต่อด้วย Time Square ยามค่ำคืน และ Empire state, Ground zero
ที่นี่ มันเป็นเมืองขึ้นมาด้วยนำมือมนุษย์ของแท้ แถบจะไม่มีธรรมชาติให้เห้นแล้ว
มองจากเรือที่ข้ามฝั่งไปเกาะ liberty มีแต่ตึกสูงๆทั้งนั้น แต่เค้าก็จัดสรรค์ได้อย่างลงตัว
ส่วนอาหารการกิน American food แบบอ่ะนะ คำนี้มันเหมาะกับอาหารที่นี่มากเลย
ไม่มีประโยชน์ มีแต่ขนมปัง เฟร้นฟราย และที่ฮิตมาก มีไปทุกที่ แม้กระทั่งรถเข็น
คือ prezel แต่ขอบอกไม่ใช่ 40 บาm แบบบ้านเรานะ 3 Dollar เท่านั้นเอง
เราเลยจัดการกระแทกท้องไปอันนึง แต่มาชอบมาตรงไอศครีมฮาเก้นดาซนี่ล่ะ
โคนเค้ามี dip chocolate และ Almond ด้วย ถึงจะ 5 ดอลล่า ก็สู้เต็มที่
แต่อาหารทั่วไป แพงและไม่สมราคา สู้บ้านเราไม่ได้เลย คิดถึงอาหารบ้านเราอ่ะ
กลับมาถึงโรงแรมก็หลับเป็นตาย ถึงเช้า แล้วก็ละเหี่ยใจอีกรอบที่ต้องทำงานกลับ
อีก 12 ชั่วโมง เต็มตามเคย แล้วก็เจอลูกเรือกินแรงอีก เฮ้อ T_T
ทำบุญทำกรรมอะไรกับมันมาว๊า ผู้โดยก็น่ารักน่าหยิกซะจริง คิดดูกินซะจนไม่มีน้ำเหลือ
ก็อย่ามาว่ากัน ถ้ารินเอาน้ำจากก็อกที่ในห้องครัวมาให้กิน ก็ดันกินกันซะเกลี้ยงขนาดนั้น
วันหลัง จะปล่อยข่าวว่าน้ำบนเครื่องบินไม่สะอาด ให้เตรียมน้ำมาเอง ลูกเรือจะได้สบายเสียที
ส่วนเรื่องอาหารก็อีก ใครจะไปรู้ฟะ ว่ามันอยากกินอะไร เราก็ให้ไปเรื่อยๆ พอหมดตัวเลือก
ก็ด่าลูกเรือ เข้าใจกันบ้างไหมว่าลูกเรือมีหน้าที่ให้ ไม่ได้มีหน้าที่ cook on board
แต่ถ้าอยากให้ cook จะ cook ให้ เอาแบบ ให้มันอร่อยหนำใจไปเลย อิอิอิ
(จินตนาการเอาเองละกัน)
กว่าจะเสร็จ service ก็ล่อไปสามชั่วโมง เอาเป็นว่าแทนที่จะได้นอน สี่ กลับเหลือแค่สาม
เฮ้อ +_+ เห็นหรือยัง ชีวิตมันน่าอนาถใจโดยแท้
พอกลับมาหยุดสองวัน สองวันนี้ไม่ต้องทำไรแล้ว หลับแข่งกันไปข้างหนึ่งเลย
เห็นด้วยกับเราไหม กับคำว่า "New york ละเหี่ยใจ"
ปล.เอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากกันนะ เกี่ยวกับเทพีเสรีภาพ
1. ทำไม she ถึงเป็นสีเขียว ที่จริงเค้าสีน้ำตาล แต่เพราะอากาศ เลยทำให้หล่อนเป็นสีเขียว
2. รู้ไหมว่า ฝรั่งเศสมาสร้าง she ให้เป็นที่ระลึกอะไรซักอย่าง แก่อเมริกา คนสร้างคนเดียว
กับ Eiffle tower น่ะแหละ
3. มีสี่อย่างที่บ่งบอกถึงเสรีภาพในตัวหล่อน ก็คือ โซ่ตรวนที่หักแล้วตรงเท้า, มงกุฎ, คฑา
ที่มือขาวถืออยู่และ หนังสือที่มือซ้ายถืออยู่
4. หน้าของ she มี pattern มาจาก lady ชื่อไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว (แต่ดูแล้วไม่เห็นเหมือนตรงไหนเลย)
March 18 One year with angle on the skyวู้ !!! วู้ !!! วู้ !!! ผ่านไปแล้วปีนึงสินะ กับ :
1. การได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนอย่างจริงจัง
2. การอยู่ห่างจากพ่อแม่และครอบครัว
3. การใช้ภาษาอังกฤษในทุกๆวัน
4. การทำงานที่ไม่ค่อยอยู่บนพื้นดิน (อยู่บนฟ้าซะมากกว่า)
5. การเรียนรู้ว่าการเที่ยวต่างแดนโดย backpacking เป็นยังไง
6. อีกหลายๆการที่ประสบและเจอมา ฯลฯ
แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นประสบการณ์ที่ดีเลยทีเดียว ได้เจอมาเจอเพื่อนใหม่
ที่มาจากหลายชาติ ทั่วโลก รู้ว่าวัฒนธรรมแต่ละประเทศเป็นอย่างไร
ได้เรียนรู้งานอีกวงการนึง ซึ่งหลายคนอยากมาทำ และ
จากเดิมที่เคยคิดว่า จะไม่มีโอกาสได้ออกไปอยู่หางไกลพ่อแม่ ขนาดนี้
จากเดิมที่เคยคิดว่า ออกมาจากเมืองไทยแล้วจะเป้นอย่างไร
ในที่สุดก็ทำได้ แต่ก็อดคิดถึงคนที่เมืองไทยไม่ได้
ที่พูดมาไม่มีไรหรอก แค่จะบอกว่า ทำงานเป็นแอร์มาหนึ่งปีแล้วนะ
แล้วก็สอบผ่าน license ปีที่สองแล้วด้วย
แค่จะบอกว่า ....
คงอยู่ต่ออีกหนึ่งปีนะ แล้วปีหน้าค่อยมาคิดกันใหม่ว่าจะเอายังไง
ไม่อยากบอกแล้วว่าจะอยู่เก็บตังค์ พูดตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงทุกวันนี้
ก็ยังเก็บไม่ได้ เพื่อว่าไม่พูด แล้วมันจะดีกว่า อิอิอิอิ
แผนในปีที่สอง ก็ยังเหมือนเดิม คือ บินให้ครบทุก route ครบทุกประเทศที่เหลือ
(แล้วจะมีตังค์เก็บได้ไงเนี่ย วางแผนเที่ยวล่วงหน้าขนาดนี้)
ไม่วาจะเป็น Sydney, Dublin, Milan และไม่ว่าที่ไหน เราจะตามไปให้ครบ
ให้เหมือนตามไปดู แต่เราจะตามไปเที่ยว !!!
ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่มาอ่านเสปซ ยังไงติดตามกันต่อไปนะ....
Prem
17/03/07
Wingate inn hotel, Garden city, Long island, NYC, USA
|
|
||||||||||||||||||||||||
|
|