Premy 的个人资料Have a nice flight :)照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
2月14日 ความในใจวันวาเลนไทน์14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ วันที่กุหลาบแพง
ใครต่อใครพาคนรู้ใจไปฉลองวันแสนสุขสันต์
แต่ทำไมแอร์ผู้นี้ต้องมาอยู่นิวยอร์คเดียวดายด้วยฟร่ะ
หลังจาก flight time 14 ชั่วโมง นอนก็นอนแล้ว
ดูหนังก็แล้ว กินก็แล้ว พูดก็แล้ว ในที่สุดเครื่องแลนด์ซะที
ลงมาอากาศครึ้มอก ครึ้มใจมาก หนาวจนตัวสั่นนาน
พอได้ห้อง ก็รีบเอาคอมมานอนกอด ยอมรับสภาพตัวเองวันนี้
ว่าวันเลนไทน์ปีนี้ มีแต่เหงาถึง มองออกไปนอกหน้าต่าง
เห็นหิมะตก บรรยากาศเป็นใจอยู่ แต่พอมองกลับมาในห้อง
ไง มีแต่เตียง คอมพิวเตอร์ ตู้เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง
กับเพลงเหงาๆจากวิทยุเมืองไทย
คิดไปคิดมา กลับไปนอนต่อดีกว่า คิดมากไป
เดี๋ยวไม่สวย อิอิอิอิ .....
===================================
Happy valentie's days สำหรับทุกคนนะ
ใครโสดก็ขอให้มีคนรู้ใจ
ใครมีคนรู้ใจแล้ว ก็ขอให้แต่งงานกันเร็วๆ
ใครแต่งงานแล้ว ก็ขอให้อยู่ด้วยกันตลอดไป
แต่ใครมาอ่านแล้วไม่ comment วันนี้
ขอให้......(คิดเอาเอง)
12月21日 Romance in Parisในที่สุดก็ได้ไปปารีสซะที เพราะว่าจะขอ แต่ก็ดันเปลี่ยนเป็นเครื่องที่ไม่ได้เทรนซะนี่
แต่เพราะเค้าเอา Airbus 340-500 ไปบิน New york แล้วกลับมาใช้ 330 แทน
เลยต้องรีบ request flight ด่วน ไฟลท์นี้เสี่ยงขอไปสามคน
ไม่น่าเชื่อได้ทั้งสามคนเลย เพื่อนรวมทางคื เอ๊าะกับออย ที่พิเศษมอยู่สองอย่าง
คือ ออยซึ่งขอไฟลท์ด้วยกันมาหลายรอบแล้ว ไม่เคยได้ซะที แต่ครั้งนี้ได้
แต่เหมือนเค้าจะรู้ว่านี่เป็นการขอครั้งสุดท้ายของออยแล้ว เค้าถึงให้ เพราะไฟลท์นี้
ถึงไม่ใช่ไฟลท์สุดท้าย ก็เป็นไฟลท์เกือบสุดท้ายของออย เพราะออยลาออกแล้ว
ออยจะทำไฟลท์ Bahrain เป็นไฟลท์สุดท้ายหลังจากปารีสหนึ่งวัน ดังนั้นไฟลท์นี้
เหมือนเป็นไฟลท์ความทรงจำนึงทีเดียว
ปล. ออย คือ batch maid และ room maid ของเราเอง มันไปแล้วก็เหงาเหมือนกันนะ
========================
เริ่มเลยละกัน วางแผนจะไปเที่ยว disneyland paris แต่คิดอีกทีไม่ไปดีกว่า เพราะเป็นหน้าหนาว
เที่ยวยังไงก็ไม่สนุก เลยไปแค่ Louve museum, Eiffle tower, Chataeu de vassille,
Chams elysee road ถนนที่มีประตูชัย และถ้ามีโอกาสล่งแม่น้ำเซนต์รวมทั้งโบสถ์นอรทเทอดามด้วย
วันแรกไปถึงเครื่องแลนด์ตอนกลางคืนที่สนามบิน Charl de Galle International airport
เป็นสนามบินใหญ่น่าดู พวกเราตัดสินใจไม่ออกมา เพราะอากาศและความปลอดภัยด้วย
รวมทั้งโรงแรมที่พักก็อยู่ใกล้สนามบินมากกว่าในเมือง ออกพรุ่งนี้ดีกว่า เพราะเรามีเวลาอยู่ถึงสองวัน
พอวันรุ่งขึ้นไม่รอช้า พอจัดการอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จ ก็มาซื้อตั๋วสองวัน เค้าเรียก
"Paris visitae" ราคา 27 Euro ประมาณนี้ แต่คุ้ม เพราะไปได้ทั่วป่รีสเลย
เรา start ที่โบสถ็นอร์ทเทอดามก่อน เป็นโบสถ์สไตล์โกธิค สวยน่าประทับใจจริงๆ
แต่ไม่มีโอกาสขึ้นไปดูรูปปั้นตัวประหลาดทีอยู่ด้านบน เพราะคนต่อคิวเยอะ เราต้องทำเวลาด้วย
แล้วเราก็ไปพระราชวังแวซายด์ มาที่นี่ห่างจากตัวเมือง 30 นาที เสียดายมากๆ
มาช่วงนี้เค้าซ่อมแซมอยู่ ขนาดซ่อม ยังสวยขนาดนี้ ถ้าไม่ซ่อมจะสวยขนาดไหน
แต่ที่นี่ลมแรงมาก แรงถึงนาดตัวจะปลิวได้ เลยได้แต่ยืนเกาะรูปปั้นดู
จะเดินก็กลัวปลิว ตั้งใจคราวหน้าจะมาใหม่ เอาตอนที่มันสวยสุดๆ แล้วดูให้คุ้ม
แล้วก็จับรถใต้ดินมาที่หอไอเฟล ก่อนพูดถึงหอนี้ ขอพูดถึงรถไฟที่นี่ก่อน อิจฉาบ้านเมืองเค้าแบบนี้
เพราะถนนทุกสายที่นี่ มีรถไฟไปถึงหมด สะดวกสบายมาก ลง Metro ขึ้น Tram ต่อ Train ไป Bus
ถ้ามีแบบนี้ เราก็ไม่ขอมีรถส่วนตัวล่ะ สบายมากๆๆ ชอบๆๆ
พอถึงไอเฟล ฝนเหมือนจะเริ่มตก ก็รีบถ่ายรูปกัน แต่ไม่ได้ขึ้นหอไอเฟล เพราะเค้าเปิดแค่ชั้นสอง
ชั้นสามเค้าไม่เปิด เพราะลมแรง งั๊นก็อย่าขึ้นดีกว่า มาทั้งที ขึ้นทั้งที ควนขึ้นให้ครบเนอะ
ราคาขึ้นก็มีหลายราคา ขึ้นลิฟต์ ลงบันได ขึ้นบันได ลงลิฟต์ก็แล้วแต่ชอบ ราคาก็ต่างกันไป
ชื่อไอเฟล ก็มาจากชื่อคนสร้างนี่แหละ เค้าสร้างขึ้นหลังการปฎิวัติฝรั่งเศส เพื่อเป็ที่ระลึก
เค้าว่า คนสร้างคนนี้ได้ไปช่วย สร้างเทพีสันติภาพที่ new york มาด้วยนะ เก่งจัง
แล้วเรารีบเดินไป Trocadero เพื่อที่จะได้เห็น Eiffle ในมุมกว้าง วิ่งไปไม่ทันไร ฝนตก
ไปยืนหลบฝนอยู่หน้าร้าน crepe เลยซื้อกินกันคนละอัน ไอ้ลำยองออย ไม่พ้นเหล้า
ขนากกินเครปยังใส่เหล้าเลย แต่วิธีทำนี่ดิ ไม่ธรรมดา เค้าใส่เหล้า แล้วจุดไฟ น่าดูเชียว
แต่ไม่น่าจะน่ากิน เรากับเอ๊าะกินเครปแบบธรรมดาไป
กินเสร็จ ดูเหมือนฝนจะไม่หยุดตก ยังกระหน่ำต่อไป เลยตัดสินใจวิ่งไปใต้ดิน เพื่อหลบฝน
แล้วมุ่งหน้าไปถนน Chams elysee ต่อเลย ถนนที่เค้าบอกว่าเป็นถนนที่ขายของแพงที่สุด
มีแต่ของแบรนด์เนม มันอยู่ตรงประตูชัย ที่แยกไปเป็นถนน 12 สาย ถนนเส้นนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
พวกเราก็ได้แต่เดิน ตาย้อย เพราะเดินได้อย่างเดียว แต่ไม่มีตังค์จะซื้อ แพงจริงๆ
Louise vitton, BMW, Monblanc, Gucci ยังงี๊ แต่ไม่รู้ทำไมคนญี่ปุ่นเอาตังค์มาจากไหน
ซื้อกันเป็นว่าเล่นเลย ไม่เกิดมาเป็นคนญี่ปุ่นมั่งแล้วไป
ตอนนั้นก็ค่ำแล้ว แต่อยากไปดู Louve ตอนกลางคืน กลัวรถไฟจะหมด เลยวิ่งกันหน้าตั้ง
ได้ถ่ายรูปลูฟตอนกลาคืนสมใจ แล้วจะกลับมาที่ Eiffle เพื่อจะดูไฟกระพริบ
ปรากฏว่า มันกระพริบทุกชั่วโมง ชั่วโมงละสิบนาที เรามาช้าไป อดดูเลย
จะรอชั่วโมงต่อไปก็ไม่ได้ เพราะจะกลับไม่ทันรถไปเที่ยวสุดท้าย ที่เวลา 23.20 น
ตอนนั้นก็เกือบสี่ทุ่มครึ่ง ตอนมาก็รีบแล้ว ตอนกลับรีบเข้าไปใหญ่
แล้วพวกเราก็ต่อรถไฟเที่ยวสุดท้ายพอดี จบอีกวันนึงที่ปารีส
========================
วันนี้ พวกเราจะไป ลูฟ อีกครั้ง ที่ไปเมื่อวานได้แต่บรรยากาศข้างนอก
วันนี้เราจะเข้าไปข้างใน จ่ายตังค่าเข้าประมาณ Euro 8 แต่เดินได้ทั่วลูฟเลย
ใหญ่มากๆ สถานที่นี้เคยเป็นพระราชวังเก่าของพระเจ้าหลุยส์ที่เท่าไรก็ไม่รู้ แต่ที่มันดังมากขึ้น
หลังจากมีหนังสือเรื่อง "Davinci code" คนก็แห่กันมาดูกันมากขึ้น
มาตามหาว่า Holly gale อยู่ไหน เราก็เนหนึ่งในนั้นนะ
หนังเรื่องนี้ สนุกดี คนแต่งไม่รู้คิดขึ้นมาได้ยังไง เก่งจริงๆ
พวกเราก็บ้าไปตามๆกัน ทำท่า ทำทางตามรูปปั้นต่างๆ แล้วถ่ายรูป
แต่ที่พลาดไม่ได้ที่นี่คือ รูปนางโมนาลิซา ที่คนมาที่นี่เพื่อมาดูนางนั่นเอง
ข่าวลือก็ต่างๆมากมาย ว่ากันว่า ลีโอดาโนวาดรูปตัวเองแต่เป็นผู้หญิง
ว่าก็ว่ากันว่าเป็นนางที่ลีโอดาโนรัก ว่ากันไปสารพัด แต่พอดูจริงๆแล้ว ก็ไม่เห็นมีไรเลยนี่นา
แล้วก็รูปปั้นวีนัส ของไมเคิล แองเจโล รูปปั้นนี้ถ่ายรูปได้ เลยแชะกันไปคนละแชะ
แล้วก็เดินมาตรงที่ holly gale ถูกฝังร่างไว้ ที่เป็นสามเหลี่ยมชนกัน ประทับใจจริงๆ
กว่าจะออกมาจากลูฟได้ ก็ปาไปหลังเที่ยง วันนี้ต้องทำงานกลับ ต้องดูเวลาดีๆ
ไม่งั๊น ลูกเรือบนเครื่องไม่ครบแน่ หายไปตั้งสามคนแน่ะ อิอิอิอิ ว่าแต่น่าจะลองดูเนอะ
ออกมาก็ซื้อของที่ระลึก แล้วรีบกลับโรงแรม ถึงโรงแรมหกโมงเย็น pick up time
1 ทุ่ม ไม่ต้องนอนกันแล้ว งานนี้ ไปถึงรีบเก็บกระเป่า อาบน้ำ แต่งตัวเลย
แล้วไปหลับกันบนเครื่องเอา ตอนแรกก็อุตส่าห์ดีใจ ที่บริการอยู่ชั้น First class ผู้โดยสารแค่ 1คน
แต่ไหงกลายเป็น 7 คนได้วะ เหนื่อยสิ คราวนี้ เพราะเกือบเต็ม แล้วพวกนี้มันก็ demand สูงด้วย
เพราะมันจ่ายเยอะ มันก็ขอเยอะ แต่โชคดีแฮะ คราวนี้ ขึ้นมา มันหลับกันหมด
พวกเราลูกเรือที่ดี ก็มีนโยบายไม่ปลุกผู้โดยสาร จนเครื่องจะแลนด์แหละ ถึงค่อยปลุก
555 สมน้ำหน้า พอตื่นขึ้นมาหาของกินใหญ่เลย แล้วจะบริการได้ยังไงล่ะ
Top of decent แล้วนะคะ อดค่ะ เราไม่ผิดนะ เราทำตามนโยบายบริษัท
เลยเป็นว่าไม่เหนื่อย แล้วยังได้กินอาหาร แทนพวกที่หลับด้วย สบายใจโจ๋
แต่พอถึงห้อง ก็หลับสนิทเลย เพราะเหมือนไม่ได้นอนมาตั้งสองวัน
เป็นไฟลท์ที่น่าประทับใจจริงๆ เมืองที่น่าประทับใจด้วย
ต้องหาโอกาสไปอีกให้ได้ Romance in Paris
12月17日 Adventure in Toronto againช่วงนี้ ขยันหน่อย เพราะเล่นเนตฟรี ต้องรีบเขียนไว้ก่อน
ถึงไหนแล้ว อ๋อ กลับมา Toronto กว่าจะได้กลับก็ตอนเย็น เรื่องไรจะนอนเฉย
ถ้าจะนอนไป นอนบนเครื่องเอาดีกว่า ใช่ป่ะ แบบ อู้งานไง
ก็จัดการตื่นแต่เช้า ชวนออ้อม แต่อ้อมไม่ไป เพราะอ้อมติดเนต งานนี้เลยโชว์เดี่ยว
ถามเค้า เค้าบอกว่ามีห้างอยู่ใกล้ๆ เราก็ไปเดิน แล้วก็เดิน
โชคดีที่โรงแรมอยู่ใน downtown เลย ออกมาก็เจอถนน "Young street"
เค้าว่าเป็นถนนสายที่ยาวที่สุดในโลก ก็จริงแหละ เดินไกลขนาดไหน
ป้ายชื่อก็ยังเป็น "Yong street" ที่นี่เค้าสายรถไฟใต้ดินไว้แค่สองสาย
คือสาย "Young street" กับ "University street" เป็นถนนสายขนานแบบรูปเกือกม้า
แล้วก็มี tram เชื่อแต่ละถนน ก็ดี ที่น่าสังเกตอีกอย่าง คือ ที่นี่ ไม่น่าเชื่อ
คนจีนกับเกาหลีอยู่เยอะมาก เดินแล้วนึกว่าอยู่ประเทศจีน
เราก็เดินลงไปใต้ดิน มีห้างที่ชื่อว่า "Path" เป็นห้างใต้ดิน มีร้านค้าเยอะแยะเลย
แล้วก็ของกิน ถ้าอยู่โตรอนโต รับรองไม่อดตาย อาหารก็ตกจานละ 7-10 CAD
ก็ประมาณ สามร้อยบาทไทย แต่ให้เยอะชิบ... คนเดียวจะกินหมดได้ยังไง
ที่ชอบ คือ โทรศัพท์ โทรทางไกล ถูกมากๆ จำได้ว่าซื้อ card ประมาณ 150 บาท
แต่โทรได้ถึง 6 ชั่วโมง ถ้าโทรศัพท์บ้าน มือถือก็ 3 ชั่วโมง
พอได้ที ก็เม้ากันมันส์ไปเลย สนุกดี
===================================
ตั้งใจจะนั่งรถไฟใต้ดินไป CN Tower แต่พอเดินไป เดินมา เห็น CN tower เฉยเลย
ปรากฏว่า มันไม่ไกลจากโรงแรมเลย ตึกนี้เป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก ที่นี่ชอบมีไรในโลกเยอะอ่ะ
ก็ถ้าอยากขึ้นไป ก็เสียตังค์ตามระเบียบ เราเลือกที่จะถ่ายรูปข้างล่างดีกว่า
เพราะ เป็นประเภทกลัวความสูง หรือ กลัวเสียตังค์ว่า
ตั้งใจจะเดินไปถึงอ่าว แต่ไม่ไหว เหนื่อยแล้ว กลับดีกว่า
มืดแล้วด้วย เดี๋ยวไม่ปลอดภัย แล้วก่อนกลับ ก็แวะซื้ออาหารญี่ปุ่นกิน อร่อยจังเลย
เพราะไม่ได้กินมานาน แล้ว ตั้งใจกลับมานอน แต่นอนไม่หลับ
จนถึงเวลารถมารับ ก็ตัดใจ คิดว่า ไม่ได้นอนอีกแดชั่วโมงเอง
แต่โชคดี ที่ flight time แต่ หกชั่วโมงกว่าๆ สบายอยู่แล้ว แล้วผู้โดยสารก็ดี
เลยไปหลับเป็นตายอีกที ที่ brussel เป็นอันว่าจบทริปนี้ เพราะเวลาทีเหลือ
ที่ Brussel คือแค่ซื้อของฝากเพื่อนๆ ญาติโกโหติกา
แบบยัดไรได้ ยัดไว้ก่อน กระเป๋ามาก็หนักอยู่แล้ว แต่กลับหนักยิ่งกว่าเดิม
เฮ้อ ...สงสารคนหิ้วกระเป๋าทริปนี้จัง
เจอกันใหม่ทริปหน้านะ
12月14日 Adventure in TorontoAdventure in Toronto
ไม่ได้มาอับเสปซตั้งนาน เพราะมัวแต่บิน จนลืมไปแล้วว่าไปโทรอนโตไปทำไรมาบ้าง
เอาล่ะมาเริ่มฟื้นความทรงจำกันเลย
จำได้ว่าเครื่องแลนด์ทีโทรอนโทตอนประมานห้าทุ่ม Local time นั่งรอกระเป๋ากันเป็นชาติเลย
กว่าจะได้กระเป๋า เพราะที่นี่เค้า เคร่งครัดน่าดู ห้ามนำนม อาหารเข้า ไม่งั๊นจะถูกปรับ
แล้วปัญหายังไม่หมดนะ กระเป๋ากัปตันหาไม่เจอ เพราะมันไปอยู่บนสายพาน
ผู้โดยสาร กว่าจะรู้ตัว ก็เห็นตั้งเด่อยู่บนสายพานนั่นแหละ สรุปกว่าจะถึงโรงแรมเกือบหกทุ่ม
กว่าจะได้นอน ก็ตีหนึ่ง ที่บ่นไม่ใช่เพราะอะไร เพราะตอนเช้าวางแผนจะไปเที่ยว Niangara แต่เช้า
========================
นัดกับอ้อม ตื่นหกโมงเช้า ออกเจ็ดโมงเช้า ปรากฏตรงเวลาแฮะ เพราะอ้อมเป็นคนตื่นเช้า
ก็จับรถใต้ดินไปสถานี Union station คล้ายหัวลำโพงบ้านเรา
รถไฟขบวนที่เราไป มันสามารถต่อไปถึง Newyork ได้ แต่เราจอดตรง Niangara เท่านั้น
และเป็นสถานีสุดท้ายก่อนจะข้ามแดน ที่สำคัญต้องมี passport นะ ถึงจะข้ามแดนได้
เราจัดการลงที่เมือง ลงไปรากฏว่า คล้ายเมืองร้างเลย คล้ายเมือง House of the wax
น่ากลัวยังไงยังงั๊น แต่โชคดีที่บ้านพักเยาวชน ที่จะไปนอน มันใกล้สถานีรถไฟ เลยจองที่พัก
เก็บกระเป๋าเรียบร้อย (นี่ข้าม ตอนเดินหลงไปนะ เล่นเดินวนครบรอบเลยมั๊ง)
แล้วก็ถามข้อมูลที่ reception (เรียกให้หรูไปยังงั๊น) ปรากฏว่าเมืองจริงๆน่ะ
เค้าอยู่ติดไนแอการ่าเลย เมืองที่เห็นน่ะ มันเป็นเมืองร้างไปแล้ว เพราะผู้คนย้ายไปทำมาหากินที่นั่นหมดแล้ว
ก็ซื้อตั๋วรถประจำทาง one day pass เข้าไปไนแองการ่า โอ้โหสุดยอด
พอเห็นแล้ว ชอบเลย เสียดายวันนี้ แดดไม่ค่อยไม่มี
ไนแองการ่าเค้ามีอยู่ 2 waterfall แบ่งเป็นฝั่งเมกากับแคนาดา ตรงแคนาดาเค้าเรียกว่า
"Horseshoes" เพราะมันโค้งเป็นรูปเกือกม้า เค้าว่ากันว่า อีก 25000 ปีข้างหน้าจะไม่นำตกแล้ว
เพราะน้ำมันกัดเซาะแอ่งไปเรื่อยๆจนถึงแผ่นดิน เมกากับแคนาดา เลยช่วยกันพัฒนาระบบเขื่อน
เพื่อรักษาน้ำตกให้นานกว่า เค้าจะควบคุมน้ำ ช่วงหน้าร้อน เค้าจะปล่อยน้ำออกมาเยอะ
แต่หน้าหนาว เค้ารู้ว่าไม่มีคน เค้าก็จะปล่อยน้ำน้อยหน่อย ก็ good idea นะ
==============================
ที่น้ำตก มีหลายรูปแบบที่จะชมน้ำตก
- Maid of the mist นั่งเรือไปชมน้ำตกใกล้ เรียกว่า ต้องใส่เสื้อกันฝนเพื่อป้องกันหยดน้ำเลย
- Aerocar เป็นกระเช้าลอยข้ามฝั่ง เพื่อไปดูน้ำตก ตรงกลาง
- Helicopter ไม่ต้องบอก Top of the view ราคาก็ Top opf the prize ด้วย
- Under waterfall ไปชมใต้น้ำตก มองขึ้นไปเห็นเป็นม่านน้ำตก
ทุกรูปแบบต้องเสียตังค์ แต่คิดไปคิดมา เราเลือกที่จะนั่งเรือดีกว่า ได้อารมณ์มากกว่าด้วย
เลยไปต่อคิวซื้อตั๋ว แล้วก็คิดไม่ผิดจริงๆที่ได้นั่งเรือ ชอบมากๆเลย
ออกมาเยกปอนตามๆกัน
=============================
เดินออกมาจะเจอ Fun street เป็นถนนที่มี casino ของเล่น ชิงช้าสวรรค์ ไดโนปาร์ค
บ้านผีสิง สนุกดี อยากเล่นอะไรก็เข้าไปเล่นอันนั้น แล้วก็มีหอคอยสูงๆ ให้ขึ้นลิฟต์ไปดูน้ำตกด้วย
มี dinner on the sky บนนั้นด้วย ถ้ามากับแฟน คงโรแมนติกน่าดู
พอตกค่ำ เปรมกับอ้อมก็นั่งรอ ทนความเย็นเมื่อไรไฟจะสาดฉายไปที่น้ำตกซะที
ความอดทนก็ไม่ได้มีมากอะไร เกือบจะไปแล้ว พอดีคนที่เดินผ่านมา หูแอบไปได้ยินว่า
สองทุ่มครึ่งจะเปิด ก็มองนาฬิกา อีกสิบห้านาที ทนก็ทนวะ แล้วก็คุ้มที่ทนรอ
พอเปิดไฟก็สวยเลย มันมาทีเป็นสีรู้ง ครบเจ็ดสีเลย เปลี่ยนไปทีละสี ทุกๆสิบนาทีมั๊ง
คุ้มค่ากับการรอคอย สวยมากจริงๆ สมใจแล้ว แล้วก็ลับบ้านพักนอนเอาแรง
เราจะไปเที่ยวสวนสนุก marine land กัน ในวันพรุ่งนี้
===========================
อรุณสวัสดิ์ตอนเช้า พวกเราตื่นเช้าเหมือนเดิม รีบจับรถมา marine land เลย
เพราะมันอยู่ไกลออกมาจาก ไนแองการ่าอีก ลุงคนขับรถบัสก็ใจดีมากๆ บอกทางไม่ให้เราหลงเลย
พอมาถึงนึกว่าคนจะน้อย แต่ที่ไหน คนเยอะมากๆ เค้าพาลูกหลานมาเที่ยว
hightlight อยู่ที่ roller coster ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใจนึงก็อยาก แต่ใจนึงก็กลัว
บอกไม่ถูก ก็ซื้อตั๋ว เดินเข้าไป ได้เวลาพอดี ดูโชว์โลมากับแมวน้ำ
ฉลาดมากๆ วันนี้ได้ยินเสียงโลมาร้องด้วย
ยังมีอีกโชว์ เป็นโชว์ splash ของปลาวาฬเพชรฆาต ตัวก็ใหญ่นะ คนตัวเล็กกว่าจั้งเยอะ
ไม่รู้สอนได้ยังไง สอนให้มันกระโดด ใช้หางพัดน้ำเข้าคน งานนี้เลยเปียกอีกเหมือนกัน
ยังไม่หมด มีปลาวาฬบลูเลกา (ตัวสีขาวน่ะ) มันร้องให้ฟังด้วย เพื่อจะมาขออาหาร
น่ารักมากๆ สวนสนุกที่นี่มีทั้งสวนสัตว์กับเครื่องเล่นปนกันไป
เครื่องเล่นก็เหมือนๆบ้านเรา จะเด่นก็ตรง Dragon rollercoster กับ sKy....
(จำไม่ได้ ที่มันขึ้นไปสูงๆแล้วหล่นลงมาเร็วๆอ่ะ) ก็มันใหญ่ที่สุดในโลกจะไม่โดดเด่นได้ไง
แต่เราไม่กล้าเล่น เลยปล่อยให้อ้อมเล่นอยู่คนเดียว
เล่นอยู่ใน marineland ซะเพลินถึงเวลกลับแล้ว รีบจับรถกลับมาให้ทันรถไฟ ที่ไหนได้
รถไฟดีเลย์อ่ะ รู้งี๊อยู่ที่ marine land ต่อดีกว่า เลยตัดสินใจกลับไปตรงน้ำตกอีกที
แต่ตอนกลับคราวนี้สิ เกือบตกรถไฟแล้ว เพราะมาถึงสถานี รถไฟจอดรออยู่ ดีที่
เค้าทำ custom อยู่บนรถไป เลยยังไม่ออกไปไหน โชคดีของเราอีกต่อหนึ่งนะ
ในที่สุดก็มาถึง Toronto โดยสวัสดิภาพ เดี๋ยวจะกลับมาเล่าอีกหนึ่งวันใน toronto ให้ฟัง
ว่าเป็นเมืองที่มีไรน่ากินที่สุดเมืองนึงเลย
(ยังงี๊ เรียกว่าเห้นแก่กินหรือเปล่าว่า)
========================== 10月14日 กินลมชมวิวใน Bruxellกินลมชมวิวใน Bruxell
Bruxell เป็นเมืองหลวงของประเทศ Belgium เค้าบอกว่าเป็น Heart of Europe
ซึ่งมันก็จริง เพราะจาก Brussel สามารถไปทั่วยุโรปได้เลย อย่าง
Amsterdam - Natherland - Paris - Vienna
ไปได้หมด แต่ต้องมีวีซ่า ถ้าไม่ใช่คนยุโรป เป็นเอเชียอย่างเราๆ
เลยจำใจต้องเที่ยวแค่ใน brussel อย่างเดียว ที่ที่น่าเที่ยวก็ที่บอกไปตอนที่แล้ว
Grand palace อย่าง town hall ที่เหลือก็เป็นรูปปั้นเด็กฉี่
เรียกว่า "Minacle pi's" (ประมาณนี้มั๊ง) ลืมไปหมดแล้ว
เดินหาอยู่ตั้งนาน มาเห้นเป็นรูปปั้นเด็กฉี่ตัวเล็กจิ๊ดเดียว แต่ไม่ได้สนใจประวัติว่าทำไมทุกคนมาที่นี่
ต้องมาดูรูปปั้นนี้ด้วย แล้วสองข้างทางก็มีร้าน waffle และ chocolate เต็มไปหมด
==============================
พูดถึงร้าน waffle ซะหน่อย ที่นี่ waffle อร่อยมาก ขนาก pain waffle ยังอร่อยเลย
แต่กินมากๆแล้วเลี่ยนอ่ะ แล้วก็มีตกแต่งไปด้วย
กล้วย, สตอเบอรรี่, วิปครีม, ไอศกรีม, ช๊อกโกแลต, วนิลลา
ราคาตั้งแต่ Euro 1.5 - 4 ประมาณนี้ ขึ้นอยู่กับ topping
แต่จะให้กินทุกมื้อก็ไม่ไหว ไม่งั๊นกว่าจะได้ขี้คงนานน่าดู
พอลองกิน waffel แล้วก็เดินไปโบสถ์ชื่อโบสถ์ st. micheal กับ St. อะไร จำไม่ได้เหมือนเคย
โบสถ์เป็นสไตล์โกธิค ออกแบบคล้าย โบสถ์นอร์ทเทอดามในฝรั่งเศส
สถานที่ใช้ไว้ทำพิธีแต่งงานและพิธีศพของราชวงเบลเยี่ยมด้วย
ที่ชอบมากที่สุดก็คือ organ อันใหญ่ที่อยู่ภายในโบสถ์ เสียงเพลงไพเราะกังวาลดีจัง
ที่อ่านมาเค้าบอกว่า organ นี้มีความสัมพันธ์กับ organ อีกสามอันในโบสถ์ประเทศต่างๆ ทางแถบยุโรป
เพราะสร้างมาให้เหมือนกัน แต่ก็จำไม่ได้อีกนั่นแหละว่าที่ไหนบ้าง
(สงสัยจะแก่จริงแล้ว อิอิอิอิ)
===============================
แล้วก็เดินลัดเลาะมาที่สวนกลางเมือง สวนนี้น่ารักมากๆ เค้าแต่งสวนได้ดีมาก
จะเป็นสวนพักผ่อนคนละแบบกับที่บ้านเรา เค้าจะตกแต่งออก modern
หน่อยๆ มีรูปปั้นเต็มไปหมดเลย มีน้ำพุ และมีลานแสดงกลางแจ้งด้วย
แค่เข้าไปเดิน ก็เป็นที่พักขาได้อย่างดี แล้วก็เดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอ รัฐสภา
สถาปัตยกรรมภายนอกก็เป็นแบบสไตล์ยุโรปล่ะ และจบท้ายด้วยสวนสวย
หน้าพระราชวัง ถึงแม้พระราชวังของเบลเยี่ยม จะไม่ใหญ่เท่าอังกฤษ
เป้นพระราชวังเล็กๆ เงียบสงบ แต่ก็เป็นที่น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะสวนหน้าวังสวยมาก ถึงจะไม่เห็นดอกไม้ก็เถอะ (เพราะตอนไปเป็นช่วง authum) นี่น่า
ที่จริงต้องนั่งรถไปดู Atimmium อีกอย่าง แต่หลังจากเดินจนหมดแรง ก็ขอกลับไปนอนพักผ่อนดีกว่า
เพราะวันถัดไปต้องใช้เวลาเดินทางไป toronto อีกเกือบเจ็ดชั่วโมงแน่ะ
แล้วเจอกันที่ toronto นะ
9月28日 Ramadan Kareemเดือนแห่งรามาดอน (เดือนแห่งการถือศีลอด)
ขอขั้นภาคต่อของการท่องเที่ยวครั้งใหม่ไว้ก่อนนะ เพราะสุดจะทนแล้วเรื่องเดือนรามาดอน (รู้ว่าสะกดผิด แต่ขอพิมพ์ยังงี๊นะ) ถ้าเดือนนี้มาถึง เมืองไทยก็จะชิว ชิว เพราะศาสนา หลักของเราเป็นศาสนาพุทธ การถือศีลอด ก็จะมีประปราย แต่จะมีมากหน่อยที่แถวสี่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ และผู้นับถือศาสนาอิสลาม
แต่ลองจินตนาการดูนะ ที่นี่เค้าเป็นมุสลิมทั้งประเทศ ดังนั้น ก็คือถือศีลอดกันทั้งประเทศ ก่อนเข้าเรื่อง เรามาทำความรู้จักกับเดือนรามาดอนกันก่อนดีไหม ความหมาย : เป็นเดือนที่จะไม่กินข้าว กินน้ำ ถ้าผู้เคร่งหน่อยก็ถึงขนาดไม่กลืนน้ำลายเลย ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นยันพระอาทิตย์ตกดิน ส่วนเดือนของรามาดอนนั้น ก็จะดูกันเป็นปฏิทินมุสลิม ซึ่งในแต่ละปีจะไม่ตรงกัน และเช่นเดียวกับพระอาทิตย์ขึ้น-ลง ก็จะไม่ตรงกันในแต่ละวัน รวมทั้งแต่ละประเทศด้วย ถ้าแถบเอเชียก็ตกประมาณ 6 โมงเย็น ของตะวันออกกลางก็ประมาณ 1 ทุ่ม ส่วนของยุโรปก็จะตกช้าหน่อยประมาณ 2 ทุ่มขึ้นไป แต่ก็มีข้อยกเว้น สำหรับเด็ก สตรี คนชรา และผู้ป่วย รวมทั้งผู้หญิงที่มีประจำเดือนด้วย แต่ก็ต้องมีการชดเชยในปีถัดไปหรือระหว่างปีแล้วแต่ความสะดวก แต่ต้องชดเชยให้ครบกำหนด วัตถุประสงค์ : เพื่อให้เข้าใจถึงผู้อดยาก เพื่อเป็นการทำบุญต่อไป (นี่เท่าที่เข้าใจเองนะ ตั้งแต่สมัยเรียน อยากรู้มากกว่านี้ต้องค้นคว้าเองนะจ๊ะ) แล้วทำไมต้องกล่าวถึงพระอาทิตย์ตกในแต่ละประเทศน่ะเหรอ ก็เพราะพวกเราเป็นลูกเรือน่ะสิ ต้องไปประเทศโน้นประเทศนี้ พระอาทิตย์ก็ยึดแต่ละประเทศเป็นหลัก ลองจินตนาการดู ถ้าคุณอดอยู่ที่ยุโรป กว่าจะได้กินข้าวต้องรอนานขนาดไหน ว่าไปแล้วก็น่าสงสารคนถือศีลอยู่ แต่ก็น่าสงสารคนที่ไม่ถือศีลอย่างเราด้วยเช่นกัน หลายคนคงสงสัย แล้วมันมีผลอะไรกับคนที่ไม่ได้นับถือศาสนานี้ด้วย อย่างที่บอกไปแล้ว เรามาทำงานในประเทศที่เป็นมุสลิมเป็นหลัก ดังนั้น เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม (ด้วยความไม่เต็มใจ) ก็เริ่มต้นตั้งแต่ service ถ้าเวลาบินเป็นช่วงเริ่มอดก็ดีไป ก็จะไม่มีใครมาขออะไร แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวช่วงเริ่มกินนี่สิ โห +_+ ลูกเรือทำงานกันจ้าละหวั่น เพราะต้องมานั่งบริการกันทีหลัง แล้วไปกันใหญ่ ถ้าเวลาใกล้ landing พวกเราก็ต้องมานั่งปิด cart มานั่งทำ paper work ก็ยุ่งอยู่แล้ว ยังต้องมาทำ delivery ให้แก่ passenger ทั้งหลายที่ต้องการ take home ด้วย แล้วอย่างที่รู้กัน สายการบินนี้ก็ไม่ได้ต้อนรับคนแถบนี้เท่านั้น ก็มีหลายเชื้อชาติปนกันไป บางคนก็กิน บางคนก็ไม่กิน เท่ากับลูกเรือต้องทำงานมันตลอดทั้งไฟลท์ หนำซ้ำลูกเรืออาราบิกที่อดกันทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะไม่มีแรงทำงาน บ่นปวดท้องบ้างล่ะ ไม่มีแรงบ้างล่ะ หงุดหงิดบ้างล่ะ แล้วยิ่งดูจะรุนแรงไปกว่านั้น พอถึงเวลาช่วงเริ่มกินเมื่อไร มันหยุดทำงานเฉยเลย ไปนั่งกินหน้าตาเฉย ปล่อยให้ลูกเรือที่ไม่ถือศีล ทำงานกันต่อไป ก็เข้าใจนะ แต่ขอเถอะ รับเงินเดือนเท่ากัน งั๊นก็อย่าถือศีลเลย มันจะเป็นการทำบาปมากกว่าการทำบุญนะ เพราะเบียดเบียนผู้อื่น
เรื่องที่ 2 Bar service บนเครื่องไม่ให้โชว์เครื่องดื่มที่เป็น alcohol ให้เข้ามาเทใน galley แล้วลองคิดดู ถ้าเป็น ไฟลท์ อังกฤษ เยอรมัน ที่กินเบียร์ ไวน์กัน เวลาสั่งกันทีไม่ใช่คน สองคน
มากันเป็นโขยง ซึ่งเราไม่สามารถเทเหล้าใน cabin ได้ ต้องกลับมาเทที่ galley ทุกครั้ง
แค่เดินไป-กลับก็หมดแรงแล้ว (เริ่มเห็นความลำบากของลูกเรือแล้วใช่ม๊า) เท่านั้นยังไม่พอ !!! เวลาพวกเค้าเริ่มกิน อาหารที่ให้ก็ต้องเป็นไปตามลำดับเริ่มต้น ด้วย น้ำผลไม้อะไรไม่รู้ เรียกว่า leban อะไรประมาณนี้ แล้วตามด้วย dates (อินทผาลัม) แล้วก็เป็นอาหารรามาดอน ซึ่งจะ load 50 % ของจำนวณผู้โดยสาร และยังสามารถ take home โดยมีถุงจัดให้เสร็จสรรพ ดังนั้น ตอนนี้หน้าที่แอร์ไม่ได้มีแต่ service บนเครื่องแล้ว ยังบรรจุอาหารให้เอากลับบ้านได้อีก โคตรเหนื่อยเลย T_T
ยัง ยังไม่จบ สำหรับเดือนรามาดอน เดือนนี้ยังส่งผลถึงการออกไปข้างนอกและการกินของเราด้วย เพราะห้าง ร้านอาหาร ทุกที่จะเปิด 10 โมงเช้าถึงเที่ยงหรือบ่ายโมง แล้วก็จะปิดยาวไปเปิดอีกที 1 ทุ่มถึงตี 1 เป็นช่วงเวลากินได้พอดิบพอดี แล้วคนที่ไม่ถือศีลอย่างเราๆ ไม่สามารถกินอาหารหรือกินน้ำ กลางถนนได้ มิฉนั้น ท่านอาจถูกตำรวจจับได้ รวมทั้งการแต่งกาย คุณต้องแต่งกายในชุดรัดกุม ห้ามแขนกุด ห้ามแต่งสั้น ไม่เช่นนั้น ท่านก็อาจถูกจับได้เช่นกัน
เอาล่ะสิ ทำยังไง เมื่อเราเดินทางไปถึง marina mall ตอนบ่ายสาม ทุกร้านปิดหมด ยกเว้น Carrefour supermarket ที่เดียว แล้วก็หิวจัดด้วย เพราะไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ด้วยความโมโหหิว ตัดสินใจไปซื้อ bakery ในคาร์ฟู พอซื้อเสร็จก็เจอปัญหาอีก จะกินที่ไหน เพราะเค้าห้ามกินในที่สาธารณะ ดังนั้นที่ไม่ใช่สาธารณะมีที่เดียวสำหับพวกเรา คือ ห้องน้ำ คิดดูละกัน ประสาทกันขนาดไหน ถึงกับต้องเค้าไปกินขนมปังในห้องน้ำ กินไปก็บ่นไปของจริง แต่จะไม่กินก็ไม่ได้ เพราะหิวจนจะเป็นลมอยู่แล้วได้แต่ภาวนาอยู่ในใจเมื่อไรเดือนนี้จะผ่านไปซะทีนะ แต่พอนึกภาพ ก็ขำตัวเอง คราวหน้าคราวหลัง พอถึงเดือนรามาดอน จะเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน เพราะรู้ว่าพอออกไปแล้ว เหมือนการผจญภัยย่อมๆอย่างหนึ่งเลย
ปล. ย้ายเข้ามาอยู่ Permanent Etihad’s building แล้ว สวยมากๆๆ มีห้องนอนกับห้องน้ำส่วนตัว ได้ห้องสามคน เลยอยู่กับเพื่อนอีกสองคน ก็เป็นคนไทยด้วยกันนี่ล่ะ (ลองไปดูรูปก็ได้) ที่ออกไป marina mall ก็เพราะอยากไปซื้อของแต่งห้องที่ IKEA นี่ล่ะ หมดไปหลายตังค์เลย
แต่ยังไง เมืองไทยก็น่าอยู่ที่สุดอยู่ดี คิดถึงทุกคนที่เมืองไทยจังเลย
PS. I respect every religion and culture. This essay just want to tell my story in Muslim’s country. If it effects to something or someone. I apologize about it.
9月22日 Sightseeing in Bruxxelกลับมาแล้ว หลังจากไปผจญภัย Brussel (Belgium) – Toronto (Canada) เป็นเวลา 9 วัน สนุกมากๆ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี เอางี๊ แบ่งเเป็นสามภาคเหมือนเดิม ปฐมบท - Just know everyone on this flight ภาคที่ 1 – เดินกินลมชมวิว ใน Brussell หรือ Bruxell เขียนตามแบบฝรั่งเศส (เวลาเขียนแบบนี้ ดูแล้วเท่ห็ดี) ภาคที่ 2 – Adventure in Niangara fall, Ontario, Canada ภาคที 3 – มันส์สุดๆใน Marine land
แต่ก่อนที่จะไปสู่ใจกลางเนื้อเรื่อง ขอกล่าวอารัมภบท ถึง Captain, First office, Cabin manager and all crew เสียก่อน เพราะรู้กันอยู่ว่า ไฟลท์นี้ เราจะต้องอยู่กันนานถึงเก้าวัน ทำให้มากันเป็นแก๊ง แก๊งละประมาณ 2-3 คน แบ่งได้ตามนี้
Gang 1 – Captain + His wife (มาจาก Swiss) & First officer + His wife (มาจาก German) ด้วยเนื่องมาจากมาจากประเทศที่ใกล้กัน และใช้ภาษาด้อยส์เหมือนกัน แถมยังพาภรรยามาเหมือนกันอีกต่างหาก เลยจัดให้ เป็น 1 กลุ่มไป (และขอบอกว่า First officer หน้าตาดีมากๆ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะ มากับภรรยา เลยต้องนิ่งๆหน่อย แต่ภรรยาขอ first officer ก็สวยนะ สวยมากๆเลย สมกันแล้วล่ะ
Gang 2 – กลุ่มนี้เป็นลูกเรือมาจาก Romania เป็นประเทศหนึ่งทางแถบยุโรปนี่แหละ มากันสามคน ใช้ภาษาโรมาเนียเป็นหลัก
Gang 3 – กลุ่มนี้มีอินโด สองคน และคนไทยหนึ่งคน เพราะเป็นเพื่อนร่วมห้อง training กันมา เลยขอมาด้วยกัน
Gang 4 – กลุ่มนี้อาหรับมาแต่ไกล มีกันอยู่สองคน ขอไฟลท์นี้มาเหมือนกัน
Gang 5 – ก็คือกลุ่มเราเอง มีอยู่สองคน เปรมกับออ้อม อ้อมกับเปรม (พูดให้มันเหมือนเยอะ แต่นับแล้วมีอยู่สองคน แต่เกือบจะมีสามแล้วล่ะ ถ้าอยากรู้ว่าทำไม รออ่านต่อไป)
ส่วนอีกหนึ่ง จะเรียกว่าแก๊งไม่ได้ เพราะ โชคร้ายตั้งแต่ขอไฟลท์ เพราะขอมากับเพื่อน แต่ crew control ดันให้มาคนเดียวซะ เลยเหงาหงอยไปเลย she มาจาก Australia แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมีภาษาอังกฤษนำทางอยู่แล้ว แล้วก็ cabin manager ของเรา ที่มาจากอินเดีย ซึ่งเกือบจับพลัดจับผลูมาอยู่ Gang 5 นี่เอง
ใช้เวลาในการเดินทาง รวมกับการทำงาน ประมาณ 6.30 ชั่วโมง เราก็มาถึง Brussel โดนสวัสดิภาพทางจิตใจ แต่ทางร่างกาย เหนื่อยไปตามๆกัน เพราะไฟลท์เต็มมาก พอมาถึง ก็เป็นเวลา เย็นๆของ Brussel ด้วยแรงกระตุ้นของ ฮอร์โมน อะดรีนาลีน เรื่องเที่ยวต้องมาก่อน เรื่องร่างกายไว้ทีหลัง แถมยังมาถึง เห็นมีกิจกรรมวาดรูปหน้าโรงแรม มีคนแต่งตัวในชุดสีเขียว สีแดง มาทำท่าทำทาง แล้วตีกลอง เหมือนมีงาน party ยังไงยังนั้น ยิ่งอยากลงมาดูใหญ่ เลยสะลัดความเหนื่อยล้าทิ้งไป รีบอาบน้ำ แต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อจะลงมาดูโชว์ต่อ แต่น่าเสียดาย กว่าจะลงมา โชว์ก็หายไปเสียแล้ว แต่ไหนๆแต่งตัวแล้วทั้งที ก็ขอเดินดูเมืองในเวลากลางคืนซะหน่อย ถามพนักงานโรงแรม ก็แนะนำให้ไป ลานกว้างที่เรียกว่า “Town hall” ซึ่งมี “Grand palace” ตั้งอยู่ ไม่เสียดายจริงๆที่เดินมา เพราะตรงจุดนี้ เป็นจุดเด่นของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ ใครมา brussel แล้วไม่มาถึงนี่ ถือว่าไม่ได้มา brussel นักท่องท่องเที่ยวมากมายต่างถ่ายรูปกันตามมุมสวยงามของสถานที่แห่งนี้ แต่ที่น่าสังเกต ตลอดทางเดินที่เดินผ่านมา มีร้านที่ขาย waffle เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น pain waffle แล้วเติม topping หน้าต่างๆลงไป ยิ่งเพิ่มมาก ราคาก็ยิ่งสูงมาก มากที่สุดก็ ประมาณ Euro 4 ซึ่งมีทั้ง กล้วยหรือ สตอเบอรรี่, ไอศกรีม, วิปครีม และก็ตามด้วยช๊อกโกแลตหรือคาราเมล (ดูดิ มีแต่ของทำให้อ้วนทั้งนั้น แต่ก็นะ มาทั้งที ก็ต้องกินแบบครบเซต เลยซัดไปอันนึง ออกกำลังกายอีกนานไหมเนี่ย กว่าจะสลายไปหมด ช่างมัน!!!) และร้านค้าที่เยอะตามติดมาไม่แพ้กัน คือ ร้านช๊อกโกแลต มองไปมุมไหน ก็มีแต่ช๊อกโกแลตทั้งนั้น มีแต่ช๊อกโกแลต นี่สิไม่ว่า แต่คนขายช๊อกโกแลตที่นี่ หน้าตากินขาด หน้ากินกว่าช๊อกโกแลตอีก ถ้าพูดถึงหน้าตาของหนุ่มในยุโรป ที่ brussel นี่ยกให้เป็นที่หนึ่งเลย ตั่งแต่ที่เคยไแถวยุโรปมานะ เพราะตั้งแต่เปิดประตูลงจากเครื่องบิน ก็เจอหนุ่มหน้ามนยืนหน้าประตู ยังคุยกับอ้อมอยู่เลยว่า เค้าตั้งใจเอาคนหน้าตาดีมาวางไว้ที่หน้าประตู เพื่อให้พวกเราอยากเข้าเมืองเค้าเร็วๆหรือไง แล้วพอเข้ามา ต้องบอกว่าหล่อจริง หนุ่มอังกฤษนี่ชิดซ้ายไปเลย เพราะ Andy crew ที่เราและอ้อมรู้จัก ก็มาจาก Belgium ซึ่งก็หน้าตาดีเหมือนกัน แต่พูดไปพูดมา ทำไมมาเข้าเรื่องนี้ได้ก็ไม่รู้ อิอิอิอิ ว่ากันมาถึงไหนแล้วเนี่ย เฮ้อ +_+ ออกนอกเรื่องไปไกล
อ๋อ ^0^ เรื่อง ช๊อกโกแลต ที่นี่ตกแต่ง showroom ได้น่ารักมาก ไม่ว่าจะเป็น gift shop, chocolate หรือของพวก souvenior ตกแต่งได้น่ารักไปหมด แค่มาถ่ายรูป showroom ก็คุ้มแล้ว เดินไปเดินมาก็เกือนสี่ทุ่ม เลยขอตัวเข้านอนก่อน เพราะพรุ่งนี้เรายังมีเวลาอีกทั้งวันที่ brussell แล้วเราจะเดินลงมาดูสถานที่ที่น่าสนใจกันต่อไปในวันพรุ่งนี้นะจ๊ะ ขอตัวไปนอนก่อน
zzzzzz
จบอารัมภบท
9月6日 Roster on Septemberเนี่ยนั่งฟังเพลงนี้อยู่ ทำให้คิดถึงเมืองไทยมากๆ เพราะที่นั่นฝนตกอยู่
ยังไงก็ดูแลตัวเองกันมากๆนะ สุขภาพสำคัญที่สุดนะจ๊ะ
================
เอาล่ะ หลังจากฝากความคิดถึงกันแล้ว ก็มาสู่ subject ที่ตั้งไว้ว่า
"Roster in September"
คือ สายการบินที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่นี่ มันมีกฏอยู่ว่า เดือนนึงให้ request flight ได้
หรือไม่ก็ขอ four day off ติดกัน ดังนั้นก็เลยแบ่งกลุ่มแอร์ได้เป็นสามพวกใหญ่คือ
กลุ่มที่ 1- ขอ flight เพื่อไปเที่ยวโดยทำงานไปด้วย แบบว่าเที่ยวไปได้เงินไป กลุ่มนี้ก็จะขอ
flight ที่มี long layover ยาวๆ อย่างเช่น Geneva 5 วัน หรือ Johannesburg 6 วัน
อะไรประมาณนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ตัวเราก็อยู่ในกลุ่มนี้นี่เอง
กลุ่มที่ 2 - เป็นกลุ่มที่ขาดบ้านไม่ได้ แบบว่าคิดถึงบ้าน ก็จะขอ four day off เพื่อกลับบ้าน
เพราะเวลากลับบ้านของลูกเรือที่นี่ ก็ง่ายแสนง่าย คือไปซื้อตั๋วที่ลด 90 % ได้เลย ไม่จำกัดจำนวนต่อปี
ซึ่งถ้าเทียบราคาแล้ว ถือว่าถูกมาก เหมือนนั่งเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ - เชียงใหม่เลย
กลุ่มนี้ก็ขยันกลับไปเจอะหน้าแฟนบ้างล่ะ พ่อ แม่บ้างล่ะ แต่อันแรก น่าจะเป็นเหตุผลี่จูงใจมากกว่านะ
กลุ่มที่ - 3 กลุ่มนี้เป็นพวก travelism คือ lay over ที่บริษัทให้ไปอยู่ บางประเทศยังไม่พอใจ
อยากอยู่นานๆกว่านั้น หรือไม่ก็พวก turn around flight แล้วอยากไปเที่ยวประเทศนั้น แต่ไม่มีโอกาสได้ลงไปเยือน
อย่างเช่น cairo - egypt, india หรือ muscat ที่เค้าขอกว่า ต้องไปดำน้ำให้ได้ พวกกลุ่มนี้ก็จะถือโอกาส
ขอ four day off แล้วตะลุยเที่ยวด้วยตัวเองเลย แบบว่า ข้ามีตังค์ จ่ายค่าที่พักโรงแรมเองก็ได้
ส่วนเรื่องตั๋วไม่ต้องพูดถึง ก็ตั๋วลด 90 % เช่นกัน จะวุ่นวายนิดนึงก็ตรงการขอวีซ่าน่ะแหละ
เพราะจะเดินผ่านเฉยๆ เหมือนตอนทำงานไปไม่ได้
===============================
หลังจากแบ่งได้เป็นสามจำพวก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ roster in September ล่ะ
ก็อยากที่บอก ข้าพเจ้าจัดอยู่ในกลุ้มที่ 1 ซึ่งจะขอ flight long layover นานๆ เพื่อไปเที่ยว
แล้วเวลาขอ ก็จะขอกับเพื่อนกันอีกเป็นขโยง แต่หลัๆเริ่มรู้ว่าบริษัทมันไม่ให้หรอก flight เดียวคนไทยทั้งหมด
มันต้องกะกะชาติกันไป เลยรู้มุก ก็แบ่งเป้นสองคนบ้าง สามคนบ้าง ตามความสะดวกพวกเรา
แล้วขอบอก ขอบอก ว่าเวลา request flight ทีไร ได้ทุกทีสินา แต่บางคนก็ไม่ได้
ก็อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเป็นเพราะ พวก senior กว่า ขอ flight นั้นไปจนหมดแล้ว
จะใส่ลูกเรือเกินจำนวนที่ดำหนดก็ไม่ได้ ก็อ่ะนะ เรียงตามลำดับอายุงาน ดังนั้น ก่อนขอ
ต้องคิดกันหลายอย่าง มานั่งคำนวณความเป็นไปได้กันเชียวล่ะ ว่าอาทิตย์นี้ คนจะขอเยอะไหม
อาทิตย์กลางเดือน ต้นเดือน ปลายเดือน เอาเป็นว่าต้องเดาใจกันให้ถูก งั๊นก็แปลว่า เราก็เดาใจถูกมาตลอดเลยดิ
อิอิอิอิ คนอะไรเก่งจังวุ๊ย
เริ่มต้นด้วยการขอ Geneva, swiss ก็ได้มา แล้วก็ขอ Bangkok ก็ได้มา
พอมาเดือนนี้ เรียกว่า อัตราการเสี่ยงสูงมาก เพราะ flight นี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อนขอไป แล้ว ไม่ได้มา
คือว่า ถ้าไม่ได้ ก็คือ ชวดไป กลายเป็นว่า โอกาสเดือนหนึ่งก็มลายหายไป
แล้ว flight นี้ ยังเป็น flight ที่มีความถี่ในการออกต่ำมาก แค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะการเดินทาง
ใน flight นี้ใช้เวลาทั้งหมด 9 วันเลยทีเดียว !!!!
แต่อ่ะนะ ในที่สุดก็ได้มา อยากรู้ล่ะสิว่าเป็น flight ไหน ก็ไฟลท์
BRUSSEL - TORONTO (LONG LAYOVER @ TORONTO)
ที่บอก long layover ที่ toronto เพราะ มันมี long laover ที่ brussel ด้วย
สายการบินของข้าพเจ้ามันต้องไป transit flight ที่ brussel ก่อน ไม่ใช่ direct ไป toroto เลย
เลยทำให้มันใช้เวลาเดินทางไปกลับทั้งหมด ถึง 9 วัน เอาเป็นว่า flight นี้ จำหน้าลูกเรือกันไปอีกนานแสนนาน
แต่ที่เลือก long toronto เพราะช่วงนี้ อากาศกำลังดี และได้ไปกับอ้อมเพื่อนแอร์ที่อยู่ที่นี่น่ะแหละ
มีเพื่อนไปด้วยกัน ก็ผ่านฉลุย ลงมือวางแผนไปเที่ยวไดเลย แบบเดียวที่ไปเจนีวาเลย
แต่แคนาดา ไม่ได้เล็กอย่างสวิส ดังนั้นเลยอาจจะเที่ยวได้แค่เมืองเดียว คือ toronto ถ้าจะไป
vancouver ต้องนั่งเครื่องบินสถานเดียว ไปกลับก็เสียเวลาโขอยู่ แต่ก็โอนะ เพราะที่ toronto
มีสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอยู่ที่นี่ด้วย ก็น้ำตก niangara ไงล่ะ ต้องไม่พลาด จับใส่ลงไปเรียบร้อยแล้ว
สำหรับทริปนี้ เสียดายไม่มี visa ของ america ถ้ามีนะ จะข้ามไป chicago ด้วย
เก็บไว้เป็นความฝันไปก่อนละกัน
แต่ที่พล่ามมาทั้งหมด ประเด็นมันมีอยู่ว่า crew control มันให้ flight request มา เพื่อชดเชยที่ไม่ได้ annual leave
หรือเปล่าว่า ไม่เอา ไม่เอ๊า อยากได้ทั้งสองอันเลยอ่ะ leave + flight requested
เฮ้อ +_+ ป่านนี้ crew control คิดว่า ไอ้นี่ ได้คืบจะเอาศอกแล้วมั๊ง
สรุป ก็จบท้ายด้วยการบ่นเช่นเดิม
จบข่าว........
ปล. แล้วเพื่อนๆอย่าลืมเข้ามาติดตามมหากาย์พ คราวนี้กี่ภาคไม่รู้ของการท่องเที่ยวครั้งใหม่ของเราด้วยนะ
รับรองสนุกแน่ๆๆๆ
LoVeLy ToRoNtO 8月25日 Casablanca, MoroccoCasablanca, morocco
ฟังชื่อเหมือนน่าไปเนอะ รู้สึกจะมีเพลงชื่อเมืองนี้ด้วย
แต่ขอโทษเถอะ เป็นเมืองเดียวที่ไปแล้ว ไม่อยากไปอีกเลย
สุดแสนจะน่าเบื่อ แล้ว ดันได้ long lay over อีก
กินก็แล้ว นอนก็แล้ว เล่นคอมดูหนังก็แล้ว โหย +_+!
ทำไม เวลาผ่านไปช้าอย่างนี้นะ น่าเบื่อสุดๆ
=============================
ก่อนอื่น ขอบอกข่าวคาวที่ได้มา ตอนแรกนึกว่าจะไม่เป็นจริง
เพราะตอนขาไปเป็นไฟลท์กลางคืน แล้วผู้โดยสารไม่เต็มด้วย
แถมปกติไฟลท์นี้ flight time จะประมาณแปดชั่วโมงกว่าๆ
แต่สงสัยคืนนั้น ลมดี หรือไม่กัปตันก็เร่ง speed เต็มที่ flight time เลยเหลือ 7.45 ชั่วโมง
เปรมกมลก็คิดว่า ชิว ชิว คิดซะว่าเหมือนไปลอนดอน
แล้วไฟลท์ขาไปมันก็ชิวจริงๆ มีปัญหานิดเดียวตรงที่ผู้โดยสารดื่มเบียร์เป็นว่าเล่น
เหมือนคิดว่าเครื่องบินเป็นผับ เป็นบาร์ลอยฟ้า สั่งกระหน่ำ ทำให้อิชั้นต้องออกไปเจรจาต่อรอง
ยอมสงบศึกอยู่หลายรอบ บางคนบอกว่าสัญญาว่าเป็นกระป๋องสุดท้าย
ไอ้เราก็คิด เออ ให้ๆไปจะได้จบๆๆๆๆ ที่ไหนได้ มันสำรวจเครื่องบินมาเป็นอย่างดี
พอมันดื่มหมด มันก็เดินมาเข้าห้องน้ำแล้วแวบไปหลัง galley ขอเบียร์เพิ่มจาก crew อีกคนนึง
ดีที่เราตาไว จำได้ไอ้นี้มันซัดไปสามกระป๋องแล้ว ก็เลยบอกว่า บาร์ปิดแล้ว
ปิด cart แล้ว มันก็เงียบ ก็คิดในใจ จบกันซะที งานนี้
ที่ไหนได้ มันเงียบ เพื่อสำรวจว่า bar cart อยู่ตรงไหน แล้วดูว่ามัน lock หรือยัง
มันก็ชี้ไปแล้วบอกว่ายังไม่ได้ lock นี่ คิดดู รู้กระทั่ง cart ไหนเป็น bar
งั๊น มุกนี้ก็ใช้กับมันไม่ได้แล้ว เอ ???? คิดๆๆๆ ว่าจะใช้มุกไหนดี
เลยบอกมันไปว่า เบียร์หมดแล้ว ถึงบาร์ไม่ปิด มันก็ไม่มีเบียร์เหลือแล้ว
มันก็จะดูให้ได้ เราก็ไม่อนุญาติ บอกว่า เป็น safety procedure
ตอแหล... ไปเรื่อย ท้ายที่สุดมันเห็นว่าเราไม่ให้จริงๆๆๆๆ
มันเลยจดชื่อเราไปบอก cabin manager
จดก็จดไป ไม่สนอยู่แล้ว เพราะทำตามหน้าที่จริงๆ แต่อยากจะชกมันซะฉากก่อนมันไปนั่งที่จริงๆ
แต่ยังไม่อยากเป็นข่าว ว่ามีลูกเรือต่อยหน้าคนเมา บนเครื่องบิน
แอร์อย่างเราต้องสุภาพต่อหน้า แต่ในใจเหรอ ด่แหลก ครับท่าน
ช่วงที่อยู่โรงแรมพักไว้ก่อน เดี๋ยวกลับมาเล่าต่อในตอนที่สอง
งานนี้ บ่นแหลกอย่างเดียว ไม่มีปรานี
มามะ มาดูไฟลท์ตอนขากลับดีกว่า เพราะมัน overbook แล้วก็มีลูกเรือมาขอ jump seat กัปตัน
คือสรุปง่ายๆ ลางร้ายเริ่มปรากฏ มากันเป็น step
step 1 : grond staff ห่วยมาก บน zone เรา book ที่นั่งซำกันมา 3 set โอ้ แม่เจ้า
ไอ้ผู้โดยสารก็พูดอังกฤษไม่ได้อีก ไอ้คนพูดได้ก็พูดแต่ว่า book business class ไว้ ทำไมได้นั่ง
โอ๊ย แล้วเราจะรู้มั๊ย ว่าแกจองตั๋วยังไงกับ ground staff หน้าที่ของเราก็แค่นำคุณไปนั่งที่ตามเลข
ที่โชว์ใน ticket เท่านั้นเอง เอาเป็นว่ามีปัญหากันมากนัก เลยส่งมัน 3-4 คนไปคุยกับ ground staff
ให้หมดเลย แล้วรู้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้น สะใจ เป็นบ้า
ground staff off load มันหมดเลย กลายเป็นว่าเรากำจัดศัตรูไปได้กลุ่มหญ่พอสมควร
step 2 : ผู้โดยก็ฟังภาษาอาหรับออกนะคะ ว่าให้รัดเข็มขัดตอน take off จน seat belt comes off
ประกาศก็เป็นภาษาอาหรับ พอหลังจาก take off เครื่องทรงตัวได้แปบนึง seat belt
ยังไม่หายไปเลย มันปลดเข็มขัด ลุกขึ้นยืนเป็นว่าเล่น แล้วตรงโซนเราก็ไม่มีคนพูดอาหรับเป็น
(อย่างที่บอก ทั้งลำ มีอยู่คนเดียว แล้วก็ไปอยู่ first class ด้วย)
ก็พูดอังกฤษ มันก็ฟัม่รู้เรื่อง เลยต้องใช้ body language ประกอบกับ หน้าตาอันดุร้าย
กว่าจะนั่ที่ได้ ปรากฏว่า สัญญาณรัดเข็มขัดก็หายไปซะแล้ว ขอบอก พวกอาหรับนี่ งี่เง่า เอาแต่ใจตัวเองจริงๆ
ปล. ทั้งตอน landing ด้วย ตอนเครื่องวิ่งอยู่ มันก็ปล่อยลูกปล่อยหลานเดินเล่น ดี ในใจก็แช่งให้มัน
หัวไปเขกเก้าอี้ ให้ knock ไปเลย พูดแล้วก็ไม่ฟัง
step : 3 ช่วงระหว่างไฟลท์ ก็เข้าใจ ว่ารวยกัน ซื้อ duty free กันเป็นว่าเล่น แต่ทำไมนะ ต้องมากซื้อ ช่วง
top of decent ด้วย ความจริง มันควรจะปิด cart ไปแล้ว แต่ก็อยากซื้อ อยากดูอยู่นั่นล่ะ
ทำให้อิชั้น ปิด cart ก่อน captain พูดว่า cabin crew take a seat for landing 5 นาที
แล้วช่วง top of decent นี่นะ เหมือนพอจะรู้ เครื่องจะลงแล้ว ไม่มีเวลาขอแล้ว
ต้องกอบโกยให้ได้มากที่สุด ลุกมาขอโน่น ขอนี่กันใหญ่ พูดได้แต่อาหรับ ก็ลุกขึ้นมาขอ
โอ๊ย สื่อสารกันก็ไม่เข้าใจ แล้วยังอยากจะได้โน่นได้นี่ นี่ถ้าคนที่เค้ารู้จริงๆ เวลานี้ เค้านั่งเตียมตัว
รัดเข็มขัด landing แล้ว เอาแต่ใจตัวเองจริงๆ
step 4 : ส่วนเรื่องสุดท้าย เป็นความี่เง่าของลูกเรือในกลุ่มข้าพเจ้าเอง ซึ่ง LR 3 ต้องทำบาร์
ตอนขาไป นับๆอยู่ ก็ดันใส่ bar key เข้าไปใน cart แล้ว lock ซะ พอไปถาม cabin manager
ก็บอกว่า มี bar key อยู่อันเดียว เอาล่ะสิ ตอนขากลับ ก็ไม่ต้องทำบาร์กันล่ะคราวนี้
เพราะไม่มีกุญแจเปิดบาร์ แต่ก็คิดในใจว่า เป็นแผนของลูกเรือชั้นหรือเปล่า เพราะเห็นว่าขอกินเหล้ากันเยอะ
เลยทำเป็นลืมกุญแจไว้ใน cart เลย พอคิดไปคิดมา เออ +_+ good idea ดีนะ !!!!
=====================================
จบแล้ว เอาเป็นว่าเล่าพอหอมปากหอมคอ ใครอยากรู้จริง ต้องไปเอง แล้วจะรู้
แต่ ขอเตือน จงอย่าไปเลย ถ้ามี รีบ swap กับคน morrocco เถอะ ดีที่สุด
อย่างที่บอก อดทน cairo อย่างมากก็สามชั่วโมง แต่นี่ต้องอดทนถึง 8 ชั่วโมง
triple cairo จริงๆๆๆ ใครกลับมาจาก ไฟลท์นี้แล้ว ชอบนะ โห !!!!
ยกนิ้วให้เลย มี service mind จริงๆๆๆๆๆๆ
พอแล้ว บ่นแค่นี่ล่ะ ที่จริงไม่ได้บ่นนะ แค่เขียนไว้สำหรับลูกเรือ ที่จะมีไฟลท์นี้
ให้ระวังเอาไว้ อย่าไปเล่นกับไฟอาหรับเลย 55555
no more ka +_+ for casablanca flight 8月18日 My holidayโฮ !!! โฮ !!! โฮ !!!
อยากร้องไห้อ่ะ หลังจากเช็คพักร้อนแล้ว มันไม่ให้อ่ะ
มันบอกยกยอดไปเป็นปีหน้า ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร ไม่เครียด
เดี๋ยวขอ four day off ก็ได้ แต่มันเครียดตรงที่กินเจนี่หละ
เพราะกินเจ สิบวัน กะจะพักร้อนไปกินที่กรุงเทพซะหน่อย
เพราะตามวิสัย เมืองแขกมันไม่มีให้กินอยุ่แล้ว
ยิ่งถ้าบิน บนเครื่องยิ่งไม่มีให้กินใหญ่เลย
(ก่อนอื่น ขออธิบายว่าเจกับ vegeterian นี่ต่างกันนะ เพราะเจห้ามกินไข่ น้ำปลา หอม กระเทียม
แต่มังสาวิรีติเนี่ยยังกินได้ ดังนั้น ถึงบนเครื่อจะมีอาหาร มังสาวิรัติอยู่ ก็ยังไม่ใช่เจอยู่ดี)
อุตส่าห์เขียนอธิบายเหตุผลไปมันก็ยังไม่ให้
คนจะทำบุญก็ยังมาขัดบุญซะ งั๊นขอให้เกิดกับมันบ้างก็แล้วไป
คงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน สงสัยต้องห่อข้าวไปกินบนเครื่องแล้วล่ะ คราวนี้
ถึง cabin manager จะว่า ชั้นก็ไมสนแล้วย่ะ
โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เรื่องมากจริงๆ
=================================
ปล. ช่วงนี้ไม่มีไฟลท์ให้ไปเที่ยวเท่าไร เพราะมีไปแต่เอเชีย
มันให้บินติดกันสิบวันหยุดวันเดียว คงคิดว่าเราเป็นเครื่องจักร
แต่ก็จะทำให้ดู ว่าดิฉันสามารถค่า :)
เริ่มจากมะนิลา duty day วัน บินไปแปดชั่วโมง อยู่แค่ 24 ชั่วโมง
ก็เดิมๆ ออกไป shopping ที่ glorietta, landmark department
ได้ถุงน่อง น้ำยาทาเล็บ แล้วก็มะม่วงแช่อิ่ม แค่นี้เอง
กลับมาหยุดหนึ่งวัน ไป BKK ได้มาสองไฟลท์ติดกัน สรุปแล้ว
duty day ไปอีก ห้าวัน ยังไม่จบกลับมา
มันยังให้ไป dammam, saudi arabia ต่อ
นี่ยังโชคดีนะ ที่มันเปลี่ยน avlb เป็น rest day
ไม่งั๊นตายแน่ๆ เป็นนางฟ้าตกสวรรค์แน่ๆ
แต่พอจบอาทิตย์นรก ก็เจอไฟลท์นรกต่อ ไฟลท์ถัดไป ไป casablanka, morocco
ไม่อยากไปเลยอ่ะ มี่ข่าวคาวว่ากันว่าเป็นไฟลท์เหียกสุดๆ
เกลียดผู้โดยสารที่เป็นอาหรับจังเลย
แต่ไหง เรามาทำงานให้สายการบินแขกละ ถ้างั๊น !!!
สับสนตัวเองจัง วุ๊ย ????
8月2日 Summer in Swiss (Volumn III)ตอนที่สาม
Grindelweld - Jungfrajouch - Interlarken ost - Geneva
วันนี้เราจะไป top of Europe กัน ซึ่งก็เป็นเขาที่สูงสุดในยุโรป
เค้าว่ากันว่าขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ถ้าอากาศดี จะสามารถมองเห็นสามประเทศเลย ได้แก่
อิตาลี เยอรมัน สวิส เพราะยอดเขานี่ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเอลป์ที่ทอดยาวผ่านประเทศดังกล่าว
จุดสูงสุดนี้เราจะขึ้นไปโดยรถไฟอีกเหมือนเคย อย่างที่บอกสวิสเค้าลงทุนกับรถไฟขึ้นเขามาก
ค่าขึ้นก็แพงด้วย อิอิอิอิ
โอเค เราจะขึ้นทาง gindeweld แล้วลงทาง luthernbunn เพื่อชมบรรยากาศสองข้างทางที่ต่างกันไป
ทั้งสองทาง ไปแยกกันที่สถานี klein schiedegg เราไปฝากกระเป๋ากันที่นั่น
เพราะคงไม่แบกไปบนเขาหรอก กลัวไม่สนุก อิอิอิ
รถไฟขึ้นเขาอันนี้ต่างจากอันอื่นตรงไหนน่ะเหรอ เราก็สงสัยในตอนแรกเหมือนกัน
แต่ในที่สุดก็ค้นพบว่า มันต่างตรงที่ มันเจาะอุโมงบนเทือกเขาแอลป์เป็นสิบกิโล เพื่อไปยัง
สถานี jungfabahn คิดไปคิดมา โห มนุษย์สามารถทำได้ แต่มันก็เก่งจริงล่ะ
เพราะปกติเทือกเขาอื่นๆ จะขึ้นโดย กระเช้าหรือ cable car ประมาณนี้
ที่นี่มาแปลก แถมยังเป็นรถไฟขึ้นเขาสูงที่ดในยุโรปอีก
สุดยอด !!!!
แต่ก็อึดอัดเหลือเกิน เวลาอยู่ในอุโมงค์ เพราะเขานี้ สูงอยู่แล้ว อากาศก็น้อย ยังต้องมาอยู่ในอุโมงค์อีก
ตอนอยู่ในรถไฟ ปวดหัวมากๆๆๆๆๆ เข้าอุโมงค์ทีก็สิบกว่ากิโล
เฮ้อ แต่ตอนนั่งรถไปเค้าก็มีวีดีโอ ให้ชมนะ ว่าสร้างรถไฟสายนี้ขึ้นมาอย่างไร
ใครเป็นผู้คิดค้น อะไรประมาณนี้ ทำให้ไม่น่าเบื่อ
ตลอดอุโมงค์นี้ เค้าจะมีสถานีอุโมงค์ไว้สองสถานี ชื่อไรว่า ????
จำไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวติดไว้ก่อน ค้นเจอแล้วจะมาบอก
จะจอดสถานีละ 5 นาที เพื่อให้ชมวิว ผ่านกระจก สถานีแรก เป็นสถานีสุดท้ายที่เราจะเห็นทุ่งหญ้าเขียว
พอสถานีถัดไปเป็นสถานีแรกที่เราจะได้เห็น glacia หรือธารน้ำแข็งกัน
แต่ชอบตรงสถานีหลังนี่แหละ เพราะมองผ่านกระจกไปเห็น พวกนักปีนเขา กำลังเดินผ่าน glacia นี้อยู่
เป็นภาพที่ประทับใจมากๆๆๆ เห็นแล้วคิดถึงหนังเรื่อง vertical limit น่ะ
ไต่ระห่ำนรก อะไรประมาณนั้น
สองสถานี ที่บอกว่าเค้าจอดที่ละ 5 นาที ขอเตือนไว้นิดนึง ว่าอย่างวิ่ง เพราะเราเห็นพวก
ทัวร์ปลาดิบ กับทัวร์แดนโสมวิ่งกันหน้าตั้ง แล้วไปเป็นลมเอากันที่ยอดข้างบน
กลายเป็นว่าแทนที่จะมาเที่ยว กลับเป็นภาระของคนอื่นอีก ตัวเองก็อดเที่ยวด้วย
สาเหตุก็เพราะมาจากที่บอกข้างต้น อากาศมันน้อย แล้วอยู่ในอุโมงค์ คิดดูนั่งเฉยๆยังปวดหัว
ถ้าวิ่งก็ยิ่งเอา Oxygen ไปเผลาผลาญใหญ่ ทำให้สมองมี Oxygen น้อยลง เป็นลมเอาง่ายๆ
ยังไงเจ้าหน้าที่ก็รอ เพราะ เค้าต้องมาตรวจเช็คก่อนที่รถไฟจะออกอยู่แล้ว
เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจ ก็ทำเป็นกลัวตกรถไปนิดนึง ทั้งที่จริงไม่กลัวเลยอ่ะ เพราะรู้อยู่แล้ว
ในทีสุดก็มาถึงยอดเขา ก็แวบไปดูตามจุดต่างๆที่เขาบอก ทั้ง ice palace ที่เค้าแกะสลักน้ำแข็งไว้สวยงามเชียว
แล้วก็ plato ซึ่งเป็นจุดที่ออกไปชม glacia ได้อย่างเต็มตา และที่สำคัญเค้าปักธงสวิสไว้
ใครไปภูเขายอดนนี้ ก็ต้องไปถ่ายรูปตรงมุมนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกหน่อย
อ๋อ !!! อีกมุมที่ขาดไม่ได้เลย คือ มุมที่เขียนบอกว่า เป็น top of Europe มุมนี้สำคัญที่สุด
เพราะไม่รู้จะได้มาอีกทีหรือเปล่า (ดูรูปกันเอาเองนะ)
แล้วก็ไปจุดที่เขามีกิจกรรม ก็คล้ายๆ ที่เขา titlis แหละ แต่ที่แปลกไปหน่อยก็คือ
มีน้องหมา huskey มาคอยลากรถเข็นให้เรานั่งด้วย น่ารักดี
แต่เราไม่นั่ง เพราะเราเลี้ยงหมา เราเข้าใจความรู้สึกของหมาดี
แล้วเดินต่อไปยัง sphinx (สะกดยังงี๊มั๊ง) เป็นสถานีที่เค้าไว้ตรวจสอบบรรยากาศ และทำนายชั้นบรรยากาศของโลกด้วย
นอกจากนี้ จุดนี้ก็มีเฮลิคอปเตอร์ไว้สำหรับ ช่วยผู้ประสบภัยจากการปีนเขา ที่เราเห็นกันตอนผ่านอุโมงค์มา
ถ้าลอดก็ดีไป ไม่ลอด ก็มีเจ้าหน้าที่ตรงนี้แหละ คอยรับสัญญาณติดตามค้นหา
จะว่าไป ก็ไม่ใช่เอาไว้แค่เที่ยวเล่นเฉยๆ มีประโยชน์มากๆเหมือนกัน
อ๋อ ที่นี่ถือเป็นยอดเขาที่องค์การสหประชาชาติเก็บไว้เป็นมรดกโลกด้วยนะ
กับเทือกเขาของจีนอีกเทือกเขานึง และก็ตามเคย จำชื่อไม่ได้และ
เดินจนครบ ดูจนหมด ก็มาหยุดที่ของที่ระลึก ทุกคนที่มาที่นี่ต้องมาส่ง postcard เพราะที่นี่
จะมีไปรษณีย์ตั้งอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในยุโรป
เราเลยไม่รอช้า จัดการตามระเบียบ แลวก็ประทับตรา top of Europe เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อย
พ่อจ๋า แม่จ๋า รอรับได้เลย จากสวรรค์ลงสู่พื้นดิน
(ก็ jungfra เป็นสวรรค์บนดินไง เค้าว่ากันยังงั๊นนะ)
แล้วก็นั่งรถไฟ ทนทรมานในอุโมงค์ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง klein scheidegg ก็เปลี่ยนสถานีกันหน่อย
เพราะเราจะลงอีกทาง เพื่อดูบรรยากาศที่ต่างกันไป ว่าง่ายๆ
ใครขึ้นขวาลงซ้าย ใครขึ้นซ้ายลงขวา แต่ท้ายที่สุดก็มาบรรจบที่ Interlarken นั่นเอง
แล้วเราก็เดินที่ Interlarken เป็นเมืองสุดท้าย ก่อนที่จะเดินทางกลับ geneva ตั้งใจ
ว่าจะหาอะไรกระแทกท้องที่เมืองนี้ แต่ดูๆแล้ว ไม่มีอะไรเลย ก็เลยได้แต่ซื้อของที่ระลึก
ซึ่งมีร้านประเภทนี้เยอะมาก ของที่ระลึกที่จะขอแนะนำ คือ มีดพับสวิส, เสื้อสวิส, ผ้าลายปัก
และก็ช๊อกโกแลตสวิส ซึ่งเป็นของฝากที่ดีเยี่ยมเลยล่ะ
ส่วนเรื่องของกินเย็นนี้ ไหนๆต้องไปต่อรถที่ bern อยู่แล้ว ก็เลยจะไปร้าน migros ไปซื้อ sandwiches
ที่นั่น แต่พอเทียบตารางรถไฟ เรามีเวลาแค่ 10 นาที ที่จะเปลี่ยนสถานี ดังนั้น ต้องติด speed
แบบนักกีฬาโอลิมปิกกันทีเดียว จนคนขายของสงสัย ว่าอะไรเนี่ย
เร่งมันเหลือเกิน ถ้ามามัวแต่อธิบาย ก็ตกรถกันพอดี
แต่ในที่สุด ก็มาต่อรถทันภายในเวลาไม่ถึงสองนาที ดังนั้นอาหารเย็นของเรา เลยถูกจ้วงกันบนรถไฟนี่แหละ
กินไป ดูวิวข้างทางไป เพลินไปอีกอย่าง
ใช้เวลาเดินทางจาก Interlarken - bern - geneva ประมาณสามชั่วโมง
เรามาถึงเจนีวาตอนสามทุ่มเศษๆๆๆ ก็เข้าที่พักทีโรงแรมของบริษัท เพื่อเตรียมตัวทำงานกลับ
ในวันพรุ่งนี้ ไปอาบู ดาบี ฐานทัพของเรา
เอาเป็นว่า ทริปนี้ ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มมากๆ เพราะเสียตังค์ประมาณ 15000 บาท (รวมทุกอย่าง ยกเว้น shopping)
ได้เที่ยวสวิสตอนกลางทั้งหมด ถึงจะเหนื่อยก็ตาม
ทริปหน้า วางแผนไว้แล้ว ว่าจะไปเที่ยวสวิสตอนใต้ ไป zermatt เมืองที่ไม่อนุญาติให้รถ
ที่มีน้ำมันเข้าไปเลย เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไปดูเทือกเขา mattahorn
(เทือกเขาที่ ท๊อบโบโลน เค้าเอาไปเป็นตราของเขาน่ะ)
ไปนั่งรถไฟสาย glacia express ที่เขาบอกว่าเป็นรถไฟสายที่วิ่งช้าที่สุดในโลก
และวิวสองข้างทางที่สวยที่สุดในโลกด้วย
แล้วเจอกันครั้งหน้า winter in swisszerland
ชู๊สสสสสสส....ภาษาสวิสเยอรมันแปลว่า เจอกันใหม่นะ
7月27日 Summer in Swiss (Volumn II)วันที่ 2
Luzern - Engelburg - Mountain Titlis - Interlargen ost - Gindleweld
มาแล้ว !!! มาแล้ว !!! มาเล่าต่อแล้ว
วันที่สอง พวกเรา start ตอนแปดโมงเช้า หลังจากนอนพักไม่เต็มอิ่ม
แต่เห็นว่าการเที่ยวสำคัญกว่า ก็รีบออกมา
เพราะวันนี้เป็นวันที่น่าเที่ยววันหนึ่งเลย
เพราะเราจะไปเที่ยวเขา titlis กันซึ่งมี cable car ที่หมุนได้รอบตัวแห่งแรก ของโลก
และเราจะได้สัมผัสกับหิมะกันวันนี้ด้วย
ตอนแรกวางแผนว่าจะเดินทางด้วยรถไป แต่เปลี่ยนบรรยากาศ เราจะนั่งเรือ
ล่องทะเลสาบ luzern ไปลง standstad แล้วต่อรถไป engelburg
แล้วก็ต่อ cable car ไปถึงยอดเขา titlis กัน
ตอนล่องทะเลสาบสวยมากๆๆๆ เจอลุงสวิสที่พูดไทยได้ด้วย น่ารักดี
ชอบเรือของที่นี่ ทำได้ใจสุดๆ ลำใหญ่แล้วก็น่ารักบอกไม่ถูก
ดูภาพเอาเองละกัน
เรือก็ผ่านท่าเรือหลายๆท่า แต่เท่าที่สังเกต คนสวิสไปลงที่
ยอดเขา pilatus กันเยอะ เพราะเค้าบอกว่าที่นี่เหมาะกับการปีนเขามากที่สุด
ไม่สูง ไม่ชันเกินไปและไม่หนาวเกิน ไว้คราวหน้าเราค่อยมาใหม่ละกัน
ค่อยไปดูว่า เขาที่คนสวิสบอกกันว่าน่าปีนที่สุดเป็นอย่างไร
เราก็นั่งเรือต่อไปจนถึง standstad ก็ต่อรถไฟขึ้นเขากันเลย
คราวนี้เป็นรถไปแบบฉึกกะฉักแบบบ้านเราแหละ
แต่มันปีนเขาชันๆได้ จะว่าไป ก็น่ากลัวไปอีกแบบ
ถ้า sling ดึงไม่ไหวขึ้นมา ไม่อยากคิดถึงสภาพเลย แล้วก็หยุดคิดในฉับพลัน
ในทีสุด เราก็ถึง engleburg ตอนแรกก็งง ????
ว่าทำไมต้องมาที่นี่ ตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่า เมืองนี้ตั้งอยูข้างล่างภูเขา
นามว่า engleburg นี่เอง ซึ่งเนยอดเขาที่ถัดจาก titlis
แต่ที่ไม่มีเมืองใน titlis แล้วเรียกเมือง titlis เพราะว่ายอดเขาทิทิส
ไม่สามารถวางเมืองได้ ภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยนั่นเอง
เอาล่ะ ก็รีบตีตั๋วขึ้นยอดเขา titlis กัน ซึ่งเราซื้อได้ในราคาลด 50%
เพราะเราโชว์ตั๋ว swiss pass ได้ลดราคา
สำหรับยอดเขานี้ สูงประมาณ 10000 ฟิต ยังไม่สูงสุดในยุโรป
หรอกนะ ที่พูดได้ เพราะ เราจะไปยอดเขาที่สูงสุดในยุโรป
(Top of Europe) กันในตอนที่สาม
วัตถุประสงค์ของเขานี้ คือ เล่นหิมะ และขึ้นเขาโดยสิ่งประดิษฐ์
ของมนุษย์ที่น่าตื่นเต้นและแปลกใหม่ (สำหรับคนไทยอย่างเรานะ
แต่คนสวิสคงปกติสำหรับเขาแหละ)
กว่าจะขึ้นไปถึงยอดเขาต้องนั่งกันสามต่อคือ
1. cable car
2. รถกระเช้า ที่คล้ายๆ ดอยสุเทพอ่ะ
3. titlis rotair กระเช้าแห่งแรกที่หมุนรอบตัวได้
ไอ้คนที่กลัวความสูงอย่างเรา พอนั่งพวกนี้ปึ๊บ ไม่กระดุกกระดิกเลย
แล้วเพื่อนซี๊ของอิชั้น ดันพูดว่า fianl deatination 4 อีก
โอ๊ย !!!! กูจะบ้าตาย
แต่ด้วยควมอยากเที่ยวและคุ้มตังค์ที่เสียไป ยังไงก็ต้องขึ้นค่า
พอถึงยอดเขา ความเย็นเข้าจับกุม เลยต้องรีบเอาเสื้อหนาวขึ้นมาใส่
แล้วพวกเราก็โชคดีอีกระลอกที่วันนี้ เค้ามีงานประจำปีพอดี
เลยมีกิจกรรม และสีสรรค์มากมาย
พอถึงเขา ท้องก็หิว (เกี่ยวกันไหมเนี่ย)
เลยแวบไปกินมะกะโรนีผัดสไตล์สวิส จานหนึ่ง 12 ฟรังค์สวิส
ก็ไม่เท่าไรเอง ฮุฮุฮุ แค่ เกือบ 400 บาท
แค่ผัดมะกะโรนี แต่ซื้อมาแล้ว คืนไม่ได้
พี่คนขายเป็นคนไทยอีกด้วยนะ ขอบอก
พออิ่ม ก็รีบไปที่ titlis glacia เพื่อเล่น slider เล่นได้แค่รอบเดียว
ก็แย่แล้ว เพราะก้นกระแทกหิมะเหลือเกิน
ถ้าเล่นอีก สงสัย ตูดระบมแน่ๆๆๆๆๆ
ส่วนสกี สโนว์บอร์ด ตัดทิ้ง เพราะคำ คำเดียว
เล่นไม่เป็นค่า !!!!
พออิ่มหนำกับกิจกรรม และเล่นหิมะจนหนำใจ
ก็ลากก้นจำเบ้าลงมาสู่ภาคพื้นดิน เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
พอมาถึงก็ปาไป หกโมงเย็นแล้ว พวกเราก็รีบกันหน้าตั้ง
เพราะจะไปจับรถไป Golden pass line ซึ่งเป็นเที่ยวสุดท้ายในวันนี้ที่มี
ไป interlarken ost แล้วก็ต่อไป gindleweld เพื่อหาโรงแรมนอน
แล้วทำไมต้องเป็นสาย Golden pass line นะเหรอ
เพราะรถไฟสายนี้ สวิสเค้าตั้งใจให้เป็น train panoramic คือ ตัดผ่านยอดเขา
ที่สวยงามในสวิสจำนวน 7 ยอดเขา และทะเลสาบอีก 4 แห่ง
เวลานั่งรถไปสายนี้ นานเท่าไรก็ไม่เบื่อ เพราะวิวรอบข้างนี่ เจ๋งเป้งไปเลย
เอาเป็นว่า ไม่มีทางได้เห็นอย่างนี้ในเมืองไทยแน่นอน
และแล้วในที่สุด หลังจากเพลินอยู่กับเทือกเขา ทะเลสาบประมาณสองชั่วโมง
เราก็มาถึง interlaken ost เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองที่ไว้ใช้ต่อไปยอดเขาหลายแห่ง
รามทั้ง top of Europe - jungfrajouch (จุง-ฟา-ยอร์ค)
ทำให้เมืองนี้มีสองสถานี่รถไฟ คือ east กับ west
มี Hotel และ hostel มากมาย ไว้รองรับนั่งท่องเที่ยว
แต่เราตัดสินใจไปนอนบนเขาที่สูงกว่านี้อีกนิดหน่อย
เพื่อซึมซับบรรยากาศในตอนเช้า ของเมืองที่ลายล้อมไปด้วยยอดเขา
บนทางผ่านที่จะไปบนยอดเขาจุงฟา มีเมืองเล็กๆอยู่หลายเมือง ทั้ง gindleweld,
lutherbunnen และอีกเมืองจำชื่อไม่ได้ สามารถเข้าพักได้หมด เพราะ
ถ้าเทียบราคาแล้วก็พอๆกัน และระยะทางจาก interlarken ขึ้นไป
ก็พอๆกันด้วย คือประมาณ 30-40 นาที
สำหรับทริปเรา เราะไป gindleweld เพราะมีบ้านพักเยาวชนอยู่ที่นั่น
แต่พอไปถึงครับท่าน ลงจากรถไฟปึ๊บ โรงแรมเรียงรายตามถนนหลัก
ช่างดึงดูดใจเสียเหลือเกิน พวกเราเลยเข้าไปสอบถามราคา
และก็อย่างที่คิด แพงจริงๆด้วย คนละ 145 ฟรังค์
คิดเป็นเงินไทยก็คูณ 30 ก็จะได้คำตอบ
แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าเราพักแค่คืนเดียวและตอนนั้นก็ห้าทุ่มแล้ว
แล้วเรายังออกแต่เช้าอีก เลยขอต่อรองราคา และแล้ว
เจ้าของโรงแรมผู้แสนใจดี ก็ยื่นราคาขั้นต่ำที่สุด ที่เค้าสามารถให้มาก็คือ
สองคนรวมกันอยู่ที่ 150 ฟรังค์รวมอาหารเช้า พวกเราจะไม่เอาก็กะไรอยู่
เลยตกลงปลงใจ
นอนกันที่นี่แทนบ้านพักเยาวชน เพราะคำนวณแล้ว เสียเพิ่มมากขึ้นอีก
25 ฟรังค์ แต่ได้พักโรงแรมและมีอาหารเช้าที่ดีกว่า ก็เอาวะ
เป็นอันว่าจบวันที่สอง ด้วยการต่อรองราคาโรงแรมที่สวิส
สมแล้วเนอะที่เป็นคนไทย ต่อแหลก !!!!
ยังไง ก็ติดตามอ่าน Volume III กันต่อนะ ... ตอนสุดท้ายแล้ว
ตอนนี้ ขอตัวไปหลับก่อนนะ zzzzzz
7月19日 Summer in swiss!!! Swisszerland !!! (ตอนที่ 1)
กลับมาแล้ว จากสวิสเซอร์แลนด์ เมืองแสนโรแมนติก
ทริปตรั้งนี้ ถ้าเป็นทัวร์ทั่วไปจะเที่ยวประมาณ ห้าวัน
แต่เนื่องจากเรายังเป็นวัยรุ่น เลยรวบรัดมันซะสามวัน
ความจริงไม่ใช่หรอก แต่มีเวลา lay over แค่สามวันเท่านั้น
เริ่มต้นด้วยการวางแผนว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง ในที่สุดก็ได้โปรแกรมตามนี้
วันที่ 1 Geneva - Lausann - Bern - Luzern
วันที่ 2 Luzern - Elgerburg - Mountain titlis - Gindleweld
วันที่ 3 Gindleweld - Mountain Jungfa - Interlaken ost - Geneva
ก็เริ่มต้นด้วยการซื้อ swiss pass หลายคนบอกว่าซื้อที่ เมืองไทยถูกกว่า
และโชคดีมาดที่เพื่อนคนที่ไปด้วย มีไฟลท์กรุงเทพก่อนไปสวิส
เลยฝากเพื่อนซื้อ swiss pass ที่เมืองไทย เราซื้อตั๋วประเภท
3 วัน เดินทาง 2 คน ราคาประมาณเกือบห้าพันบาท
อย่าเพิ่งคิดว่าแพง ถือว่าคุ้มมาก เพราะเราสามารถใช้ตั๋วเบ่งนี้
เดินทางทั้งรถไฟ เรือ รถบัส ได้หมด ทุกการขนส่งทั่วสวิส
ยกเว้นรถไฟขึ้นเขา เพราะคนสวิสเค้าลงทุนกับรถไฟในการขึ้นเขาสูงมาก
ดังนั้นจึงใช้ตั๋วเบ่งใบนี้กับเค้าไม่ได้ และเราต้องสำรองที่พักด้วย
เพราะเราไม่ได้พักโรงแรมที่บริษัทเตรียมไว้ให้ เนื่องจากเราเดินทางมาไกล
ไม่คุ้มที่จะเสียเวลาเดินทางกลับ เลยตัดสินใจจองบ้านพักเยาวชน
ทาง internet เป็อันว่าตอนนี้เรามีตั๋วในการเดินทาง และ ที่พักพร้อมแล้ว
ก็เริ่มออกเดินทางได้
GENEVA - LAUSANN - BERN - LUZERN
พอเครื่องบินมาถึง สนามบินเจนีวา ก็เข้าพักที่โรงแรมเพื่ออาบน้ำ แต่งตัว
แต่งกระเป๋าใหม่ เราจำเป็นต้องใช้กระเป๋าใบเล็กเพราะสะดวกในการลากไหนมาไหน
และที่สำคัญ เพือลดค่าใช้จ่ายเวลาไปฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟ
ถ้าช่องยิ่งใหญ่ก็ยิ่งแพง ของเราพอดีกับช่องเล็ก ก็ตกประมาณ 3 ฟรังค์สวิส
สามารถฝากได้ 24 ชั่วโมงถ้าเกินกว่านั้น ก็จะชาร์จเพิ่ม ก็ต้องหยอดเหรียญเพิ่ม
หลังจากที่จะไปเอากระเป๋า
เราเริ่มต้นออกจาก เจนีวา ตอนประมาณ 10.30 ออกมาก็เจอเกาหลีและ
ญี่ปุ่นเลย เมือสวิส จะเป็นเมืองที่มีนั่ท่องเที่ยวจากแดนปลาดิบ
และแดนโสมเยอะมาก เพราะถ้าเทียบกับค่าครองชีพของคนสวิสกับคนญี่ปุ่น
จะพอๆกัน แต่สำหรับบ้านเรา ค่ากินอยู่ที่นี่ถือว่าแพงมาก sandwiches แบบ
ไม่เริ่ดหรู ตกชิ้นละ 300 บาท (แพงโคตรๆๆๆๆ)
ดังนั้น ที่นี่เลยเอาใจพวกญี่ปุ่นมากๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็จะมาป้ายบอกเป็น
ภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี ทุกที่ บางทีประกาศในรถไฟยังมีแค่ภาษาด้อยซ์กับ
ญี่ปุ่นเลย ไม่มีอังกฤษ ทำให้เราต้องคลำทางไปเรื่อย
เอาล่ะ !!! เมื่องแรกที่ไป คือ lausaan เราข้ามเจนีวาไปเพราะ
คิดว่าจะมาเมื่อไรก็ได้ เมื่อมีไฟลท์มาถึง แต่รีบไปเที่ยวที่ไกลๆก่อน
เผื่อกลับมาทัน ค่อยมาเที่ยวเจนีวาก็ได้
สำหรับ Lausann เมืองที่สมเด็จย่าเคยอยู่ เป็นแค่จังหวัดเล็กๆ
ในสวิส ไม่มีอะไรหวือหวา อยู่ถัดจากเจนีวา ใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 45 นาที
มีพิพิธภัณฑ์โอลิมปิก สากลให้ดู แต่เราข้ามไป เพราะเวลาจำกัด
ได้แค่ถ่ายรูปหน้าสถานีเท่านั้น แล้วก็รีบจับรถไปเมือง Bern เมืองหลวงของสวิส
เค้าว่าเป็นเมืองแห่งหมี เพราะสมัยก่อนมีหมีอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว
มีแต่น้ำพุมาแทนที่ (น้ำพุที่นี่ดื่มเป็นน้ำดื่มได้เลย เจ๋งดี)
เดินเมื่อยแล้วหิวน้ำ ก็กินจากน้ำพุนี่ล่ะ
เราเริ่มเดินจากสถานีรถไฟ เพื่อไปดูหอนาฬิกาโบราณกับโบสถ์ แต่โอ้แม่เจ้า
ดันเดินผ่านถนนาย shopping เข้าให้ และช่วงนี้อยากที่เคยบอกแล้วว่า
ยุโรปเป็นช่วง summer sale ที่นี่ก็เหมือนกัน sale มันทุกร้าน
เข้าร้านโน้น ออกร้านนี้เลยได้กระเป๋า H&M มาหนึ่งใบในราคาลด 50 %
กะว่าทริปนี้จะมา sight seeing อย่างเดียว แต่ก็ไม่พ้นเสียตังค์จนได้
อ้อ พอดีมาวันเสาร์เลยมีตลาดนัด และมีการเล่นหมากรุกใหญ่บนพื้นด้วย
ส่วนเด็กๆก็แก้ผ้าถอดเสื้อเล่นน้ำพุแถวนั่นล่ะ ก็เป็นการแก้ร้อนดีอย่างนึง
แต่จะว่าไป ดูผู้ใหญ่ก็อยากเล่นนะ แค่แตะๆก็ยังดี
เพราะร้านค้านี่เอง ทำให้เราเสียเวลากับเมือง bern มากเกินไป
เลยต้องรีบก้าวเพื่อไปดูหอนาฬิกาที่มีชื่อของที่นี่ และโบสถ์ แล้วก็รีบจับรถ
ต่อไป Luzern เราต้องรีบทำเวลา เพราะเราต้อง check in ที่บ้าน
พักเยาวชนก่อนเที่ยงคืน และต้องเที่ยวใน luzern ด้วย
เรามาถึง luzern เกือบหกโมงเย็น พอออกจากสถานีรถไฟ ก็เจอทะเลสาบ luzern
อิจฉาคนที่อยู่เมืองนี้ มีทะเลสาปและภูเขาล้อมรอบ ทำให้กดภาพไปหายภาพเลย
ที่แรกที่ไป คือ เราต้องไปดูสิงห็โตแสนเศร้าที่สร้างโดย
ทหารที่รอดพ้นจากการถูกสังหารหมู่ เค้าว่าเป็นสถาปัตยกรรม
ที่แสดงถึงความเศร้าจริงๆ ไปดูแล้วก็เศร้าจริงๆแหละ
แต่เวลาถ่ายรูป ต้องสวยไว้ก่อน ดังนั้นจิตใจหดหู่อย่างไร ก็ต้องยิ้มนะคะ
แล้วก็เดินตามถนคนเดินที่มีร้านขายของมากมายแต่เรามาหลังจากหกโมง ทำให้
ทุกร้านปิดหมดแล้ว ได้แต่เดินซึมซับบรรยากาศเท่านั้น
ตั้งใจจะเดินหนีจากทะเลสาบขึ้นเขาเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกที่กำแพงเมืองเก่า
แต่เดินไปเดินมา ไหงเดินลงมาทะเลสาปได้ และถ้าจะเดินขึ้นไปก็คง
ไม่ทันพระอาทิตย์แล้ว เลยจำเป็นต้องตัดโปรแกรมนี้ทิ้งไป
แล้วก็มาสำรวสะพานไม้ ที่ตอนนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของ Luzern ไปแล้ว
ตอนเดินไปยังสะพานไม้ มีร้านอาหารริมทะเลสาปเยอะมาก
คนสวิสมา dinner ที่นี่พร้อมกัยจิบไวน์ โรแมนติกสุดๆ
แต่พอเหลือบไปมองราคา โอ้ แม่เจ้า โรแมนติก ก็โรแมนติกเถอะ
แต่ไม่ไหวจริงๆ ที่จะลงทุน หมดมื้อนี้ก็ไม่ต้องเที่ยวต่อเลย
อาหารจานละเกือบสองพันได้ เลยต้องเดินผ่านไปโดยดูตาละห้อย
ในที่สุดก็ได้แค่กิน sofe ice cream ที่นี่ อร่อยมากๆ
อร่อยกว่าไอติมเยอรมันอีก อิอิอิอิ
แล้วก็เดินๆๆๆๆ เพราะฟ้ายังสว่างอยู่ แต่ไหงดูนาฬิกาอีกที จะ สี่ทุ่มแล้วนี้
ก็ลืมไปว่าอยู่ยุโรป พระอาทิตย์ตกดินช้า แถมยังขึ้นไวอีกต่างหาก
ข้อได้เปรียบของยุโรปก็ตรงนี้ล่ะ เค้าไม่ต้องมาเปิดไฟเยอะเหมือนบ้านเรา
ประหยัดพลังงานมากกว่า ว่าแต่ว่าสี่ทุ่มแล้ว
ยังไม่เสนอหน้าไป check in เลย แล้วก็ยังไม่รู้ว่าบ้านพักเยาวชนอยู่ที่ไน
รู้แค่ต้องต่อรถสายอะไรแค่นั้น ก็นั่งรอรถนานแสนนานรอสาย 18
ก็ไม่มีซะที เลยถามลุงแถวนั้น ก็พูดอังกฤษไม่ได้ ต่โชคดีมีหนุ่ม
สวิสใส่กางเกงหลุดตูดพอพูดอังกฤษได้เลยช่วยเป็นล่ามให้
ได้ใจความว่า สาย 18 เนี่ย สำหรับตอนเช้าเท่านั้น ถ้ากลางคืนแล้วต้องสาย 19
ซึ่งจะมาอีก 15 นาที เราก็ไม่รอช้า พอรู้ ก็รีบขึ้นรถตามที่เค้าบอก
และเป็นโชคดีของเราอีกแล้ว ที่คนทั้งคันรถนั้นไปบ้านพักเยาวชนเหมือนเรา
เลยตามเค้าไปต้อยๆ จนในที่สุดก็ได้ check in เข้านอน
แล้วก็บรรยากาศเหมือนอยู่เกาหลีมากกว่าสวิส
คนที่พักมีแต่เกาหลีทั้งนั้น เป็นวัยรุ่นเกาหลีที่แบกเป้เที่ยว
เลยสงสัยว่าเกาหลีเค้าคงส่งเริมให้ลูกเค้ามาเที่ยวสวิสมั๊ง
แต่ช่างเถอะ มันเรื่องเค้า รู้แต่ว่าไม่ได้นอนมามากกว่า 24 ชั่วโมงแล้ว
เพราะไฟลท์ออกมาเที่ยงคืน ก็ทำงานมา พอถึงก็เที่ยวเลย
งานนี้เลยหลับเป็นตาย zzzzzz
หมดแล้ววันที่หนึ่งในสวิส วันนี้เราเน้นเที่ยวในตัวเมืองแต่อีกสองวันที่เหลือ
เราจะไปเที่ยวเขากัน ดังนั้นต้องนอนพักเอาแรงเยอะๆๆๆ
แล้วจะมาเล่าต่อในตอนที่ 2....to be continued
7月14日 มหานครลอนดอน มหานครในฝันของใครหลายคนซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากที่มีไฟลท์มาลอนดอน
มาหลายครั้งหลายหน
คราวนี้ประกอบด้วยเวลาและโอกาสอันดีหลายๆอย่าง
เลยได้เข้าไปเยี่ยมมหานครลอนดอนอย่างแท้จริง
แต่เนื่องจากว่าเราต้องเที่ยวเอง
ดังนั้นการวางแผนการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญ
ก็เริ่มจากถาม conciege ที่โรงแรมว่าจะเข้าไป city center อย่างไร
ก็ได้ใจความว่าให้นั่งรถไฟจากสนามบินไปลง
VICTORIA STATION (ถ้าเทียบกับบ้านเราก็หัวลำโพงดีๆนี่เอง)
แล้วต่อ tube ไปยังที่ต่างๆทีอยากไป อย่าพิ่งสงสัยไปว่า "TUBE"
คืออะไร มันก็คือรถไฟใต้ดินดีๆนี่เอง แตคนอังกฤษเรียกให้มันดูหรูหราเท่านั้นเอง
หรูหราแต่ชื่อนะ แต่สภาพเก่ามากถ้าเทียบกับของเรา
แต่จะว่าเขาไม่ได้หรอก เขาเปิดมาตั้งกี่ปีแล้ว
แต่ที่น่าสนใจสำหรับรถไฟใต้ดินเค้าก็คือ มันเป็นอะไรที่สะดวกมาก
ถึงแม้จะสับสนไปหน่อยก็เถอะ ก็เล่นมีมากกว่า 5 สาย
สายสีเขียว แดง เหลือง ดำ โอ๊ยสารพัด
แต่เชื่อเถอะ ไม่หลงหรอก เพราะแผนที่เค้าชัดเจน ไม่สับสน
ส่วนทางออก ก็บอกชัดเจน ไม่วกวน
ถ้างงก็ถามคนแถวนั้น เพราะคนที่นี่สามราถพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก
(อ้าวนะ !!! ก็ภาษาพ่อ ภาษาแม่เค้าเลยล่ะ ไม่เหมือนตอนไปเยอรมัน ลำบากมาก)
โอเค หลังจากเรียกน้ำย่อยแล้ว สถานที่แรกที่ไปหลังจากออกจาก victoria station
คือ tower bridge และ tower of london ต้องใช้เวลาศึกษา
Tube อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ในที่สุดก็มาถึง
ก็ถ่ายรูปแล้วก็เดินลงมาเลียบแม่นำเทมส์ แม่น้ำที่สุดโรแมนติก
ขอบอก ว่า โรแมนติกจริงๆ เห็นคนมานั่งเป็นคู่ ถึงแม้จะมาคนเดียว
แต่ก็สามารถซึมซับอารมณ์นี้ได้นะ จะบอกให้
แล้วก็จัดการซื้อตั๋วเพื่อล่องแม่น้ำ thames อ้อ ลืมบอกไป
ตอนซื้อตั๋ว แนะนำว่าให้ซื้อ one day pass จะคุ้มกว่า
เพราะสามารถใช้ได้ทุก transportation ตั้งแต่บนดินยันใต้ดินแต่ยกเว้นแม่น้ำ
แต่ยังไงก็ดี เราสามารถใช้ตั๋วนี้เป็นส่วนลดในการล่องแม่น้ำครั้งนี้ได้ ประมาณ 25%
เรือจะเรื่มจาก tower pier ก็ตรง tower bridge นั่นแหละ ล่องไปเรื่อยๆ
สิ้นสุดที่ไหนจำไม่ได้แล้ว แต่เราตัดสินใจไปลง wesminter pier เพื่อซึมซับ
บรรยากาศของ london eye และ หอนาฬิกา big ben
ในขณะที่ล่องเรือ เราก็ผ่านที่สำคัญหลายที่ ทั้งหอศิลป์มาดาม พุสโซ่,
วิหารเซนต์ปอล (ที่เห็นเป็นโดมไกลๆนั่นแหละ), รัฐสภา และสะพานสำคัญๆ
อยากบอกว่า ลอนดอน สามารถสร้างตึกที่มีรูปทรง modern เข้ากับสถาปัตยกรรม
ที่มีมาเป็นร้อยปี ได้อย่างลงตัว ไม่ conflict ซึ่งกันและกัน
สาเหตุนี้เลยทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่สามารถมองผ่านจากอดีตมาสู่อนาคตได้
เรารู้สึกยังงั๊นจริงๆ ไม่ได้โม้
เป็นที่น่าเสียดายว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ คนเยอะมากที่จะขึ้น london eye
ทำให้เราต้องตัดโปรแกรมนี้ออกไป เพราะเวลาจำกัด ก็เลยเดินผ่านด้วย
ความเสียดาย แล้วมาถ่ายรูปที่ Big ben แทน พยายามถ่ายมุมยอดฮิต
แตคนเยอะจนล้นหลาม ก็เลยได้รูปมาเท่าที่เห็น
ตั้งใจว่าเสร็จจาก Big ben จะเดินไปดูวิหาร wesminter ที่ทำพิธีศพของ
เจ้าหญิงไดอานา แต่ตาเจ้ากรรมเหลือไปเห็นรถเมล์องชั้นเขียนป้ายว่า
ห้าง Harrod mid year sales
เลยรึบกระวีกระวาดถาม londoner แถวนั้นว่าจะไปห้าง Harrod ได้อย่างไร
ซึ่งตอนนั้นก็เกือบห้าโมงแล้ว โดยปกติแล้ว ห้างหรือร้านแถวยุโรปจะปิด
ตอนหกโมงเย็น ด้วยความอยากไปอย่างจัด
ถึงจะไปแล้วปิดก็จะไป ในที่สุดก็รู้ว่าต้องไปลงสถานี
khightbridge จากที่ยืนอยู่ไป tube ก็แค่สิบห้านาที พอไปถึงปรากฏว่าห้าง
ปิดสามทุ่ม สำหรับช่วง mid year sale นี้
เป็นอันว่าโชคดีของเราไป แต่พอเข้าไปซื้อของจริงๆ ถึงลดแล้วก็ยัง
รู้สึว่าาแพงอยู่ดี แต่ก็ได้กระเป๋าที่เค้าชอบซื้อกันมาน่ะแหละ
และได้ของที่ระลึกมาอย่างละนิดละหน่อย พอหอมปากหอมคอ
ออกมาจากห้างก็เกือบหนึ่งทุ่ม แต่เห็นว่าพระอาทิตย์ยังเป็นใจกับเราอยู่
ไม่ยอมตกซะที เลยตัดสินใจไปดูพระราชวังบักกิงแฮม เป็นที่สุดท้ายในทริปนี้
ก็ใต้ดินเหมือนเดิม ไปขึ้นที่ สถานี saint jame park ได้เดินลัดเลาะสวน
ที่แสนจะอบอุ่น เพราะมีครอบครัวมาพักผ่อนกันที่นี่
พอทะลุสวนนี้ไปก็เจอพระราชวังที่พระราชินี Elizabeth ประทับอยู่
ดูไปดูมา ก็เหมือนวังสวนจิตร แค่คนละไสตล์เท่านั้นเอง
เสียดายเรามากันในเวลาเย็น เลยไม่เห็นการเปลี่ยน การ์ด
เพราะการเปลี่ยนเวรยามจะมีในตอนเช้า แล้วก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ณ. วันนั้นด้วย
แต่อย่างน้อยก็ได้ซึมซับบรรยากาศทหารของราชอาณาจักรอังกฤษ
ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงให้เราเห็นล่ะ อิอิอิอิ
ตั้งใจไว้วาคราวหน้ามา ต้องมาดูการเปลี่ยน การ์ดให้ได้
รวมทั้งวิหาร wesminter ที่ข้ามไป เนื่องจากเห็นการ shooping สำคัญกว่า
และวิหารเซนต์ปอล ต้องขอเข้าไปชมข้างใน
รวมทั้งวิหารอะไรอีกอย่างที่อยู่ใน เรื่อง davinci code
ซึ่งคนที่ชอบหนังสือเรื่องนี้อย่างเรา ห้ามพลาดเด็ดขาด จริงมั๊ย !!!
แต่ขอพักทรปอังกฤษไว้ก่อน เพราะทริปหน้านี้คือเจนีวา
เปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองมาชมธรรมชาตกันบ้าง
แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังเหมือนเดิม บาย
ปล. วันนี้เขียนยาวมากๆๆๆ เพราะคิดว่าเรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่อยากให้ทุกคนได้
มาสัมผัสแบบเราจริงๆ แล้วจะรู้ว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิตจริงๆ
ที่เที่ยวโดยไม่ง้อทัวร์
7月5日 Jo'burg, South africaกลับมาแล้ว Jo'burg
flight time ประมาณ 8 ชั่วโมง นั่งเม้า นั่งโม้ นั่งคุย
จนเมื่อตูดเลย cabin manager ก็ไม่ยอมให้ไปนอน โหดจัง !!!
พอเครื่อง land เสร็จ ลงมา ขอบอก หนาวมากๆ
ถามว่าอากาศเท่าไร เค้าบอกว่า 1 องศา
โห !!! ทำไมอากาศถึงต่างกับอาบู ดาบีเช่นนี้
ว่าแล้ว โลก เรานี้ก็ปละหลาดนะ
เมืองไทย....ฝนตก
อาบู ดาบี...ร้อนจัดถึง 47 องศา
south africa.... เย็นจัด ถึงขนาดติดลบ
นี่ขนาดอยู่ในโลกเดียวกันน่ะเนี่ย
ถ้ามนุษย์ค้นพบว่าไปอยู่ดาวอังคารได้ อากาศจะขนาดไหนเนี่ย
โอ๊ย.... ไม่อยากคิด
พอถึงโรงแรมก็นอนก่อนเลย เพราะไฟลท์นี้ อยู่ jo'burg สามวัน
มีเวลาเหลือเฟือ ตื่นมาตอนเย็น ก็นั่ง shuttle bus โรงแรม
ไป santon city ไปหาซื้อของกระแทกท้อง
พอได้ดูเมืองเค้าจริงๆ เมืองเค้าสวยมากๆเลย
แบ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจ เมืองชุมชน ต้องชมประธานาธิบดีเค้าเนอะ
ชื่อไรว่า... neilson mandela มั๊ง สะกดแบบนั้นมั๊ง
แล้วที่แหลกอย่าง เมืองเค้าคนดำ กับ คนขาวอยู่ด้วยกันได้
โดยไม่มีการเหยียดเสียผิม น่านับถือ
แต่คิดไปคิดมา มันคงมีการแลกเปลี่ยนกันมากกว่า
คือแบบว่า คนดำ เป็นคนพื้นเมือง เป็นเจ้าของประเทศมาก่อน
แล้วคนขาวก็มาพํฒนาจนกลายเมืองที่เจริญกว่าเมืองอื่นๆในแถบแอฟริกา
เลยถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
น่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่า
แล้วก็ shopping, eatting ไปเรื่อย
หมดแล้ววันที่หนึ่ง
วันที่สอง เราจะไป lion park กัน ตอนแรกตั้งใจไป safari
แต่เนื่องจากงบในกระเป๋า และความปลอดภัยหลายๆอย่าง
รวมทั้ง guide แนะนำว่า หน้านี้หน้าหนาว ไปซาฟารี ก็ไม่เปห็นสัตว์อะไร
หลบกันหมด เลย ตกลงใจไป lion park แทน
เซ้าแอฟริกา มีสัตว์ที่น่าภาคภูมิใจที่เรียกว่า
BIG FIVE !!!
มีอยู่ห้าอย่าง คือ แรด, ช้าง, สิงโต, เสือดาว, ควายป่า
แต่ ไกด์บอกว่า เราจะเห็นแค่ สิงโต และก็เสือดาวเท่านั้น
เป็นที่น่าเสียใจ
พอไปเรื่อยๆ ก็สะดุดตาที่สิงโตตัวผู้มันจึก จึ๊กตัวเมียอยู่ทั้งที่ตัวเมียหลับ
ก็ถามไกด็ว่าทำไมเป็นแบบนั้น ไกด์บอกว่า
มันแค่ทำท่าโชว์เท่านั้น ถ้าของจริงมันไม่โชว์ให้เห็นหรอก
เลยคิดว่า โห ถ้าจับคู่นี้ไปอยู่พัฒพงษ์แถวบ้านเรา น่าจะขายดี
ท่าทางเยี่ยมเลย ไม่เชื่อ ดูรูปข้างบนดิ
5555555
ได้เห็นยีราฟ ลุมบ้าใน lion king แล้วก็ ไฮยีนาด้วย
ส่วนสิงโตตัวน้อย แต่เล็บยาวมาก อายุประมาณ
4 เดือนครึ่ง แต่เล่นแรงมมาก ไม่กล้า อุ้มมัน เพราะกลัวเล็บมันนี่ล่ะ
เดี๋ยวหน้าสวยๆของเดี๊ยน พังหมด
แล้วก็เดินทางกลับโรงแรมด้วยความอ่อนล้า
วันที่สาม ตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกาย เนื่องจากพึ่งตระหนักว่า
แดกไปเยอะมาก แค่นี้ก็จะลากก้นตัวเองไปไม่ไหวอยู่แล้ว
เสียดาย สระว่ายน้ำสวยมาก แต่มัน extreme cold ไม่สามารถว่ายได้จริง
พอเสร็จก็กินอีก แล้วที่ออกกำลังกายไป มีประโยชน์อะไรเนี่ย
แล้วก็เก็บกระเป๋า เตรียมตัวกลับ
ขอบ่นต่ออีกนิด ไฟลท์กลับ ทำ first class โอ้ แม่เจ้า
เต็มทุกที่นั่งไม่เข้าใจ ไปเอาเงินกันมาจากไหนมากมาย
มีเงินจ้ายกันขนาดนี้ แต่ประเด็นคือ ไม่เข้าใจว่ากูเป็น
first class ทีไร มันเต็มทุกที แต่ทีไม่ได้เป็น คนอื่นเป็น
มันไม่เห็นเต็ม บางทีไม่มีผู้โดยสารด้วยซ้ำไป
เหมือนพระเจ้าลงโทษกันชัดๆ
ถ้า first class เต็ม ขอกลับ ไปทำ economic class ดีกว่า
ยังงั๊น
บ่นจบแล้ว
flight ถัดไป london gatwick จ้า
ปล. นี่เป็นการ remind automatocally ว่ากูเกิดวันที่ 10 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้แล้วนะ
เพิ่ง ครบ 25 เอง เข้าสู่เบญจเพสแล้วเรา อิอิอิ
fligh 6月28日 My vacationwhy did the time pass so fast?
Do u agree with me ?
แป๊บเดียว ผ่านไปแล้วครึ่งปีกับงานใหม่ที่เจอ
สิ่งใหม่ที่ได้พบ เลยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน
รู้สึกว่าไม่ทันไรก็หมดปีแล้ว หรือเพราะเราใกล้
จะ 30 แล้วเหรอ เกี่ยวกันไหมน่ะ
เรื่องนั้น !!!!!!!
ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน ไปอยู่เกือบสองอาทิตย์
หลังจากผ่านเรื่องที่ไม่อยากเจอมา
ได้สนุกกับครอบครัว ได้เจอเพื่อน (แม้นเพื่อนบางคนไม่โผล่หน้ามาให้เจอก็เถอะ)
ได้เจอพี่ที่ทำงาน รู้สึกว่าไม่มีไรเปลี่ยนแปลง
ก็จริงแค่ 4 เดือนเอง
ถ้าเป็นปีก็ว่าไปอย่าง
มีกิจกรรมทำเยอะแยะ พาแม่ไปเที่ยว
ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน
แล้วก็ถึงวันเดินทางกลับ ซึ่งไม่อยากกลับเลย
แต่ก็ต้องกลับ ตอนกลับเจอออม operate flight กลับมา
เลยมีเพื่อนคุยตลอดทาง ไม่เหงา
แต่พอถึงทีพักก็เริ่มรู้สึกเหงาอีกครั้ง
และอีกครั้งเมื่อรู้ว่า ไฟลท์เดือนหน้าไม่มี BKK เลย
แต่ได้ flight request มา คือ Geneva ไปอยู่สามวัน
คราวนี้ตั้งใจจะไปเมืองที่สมเด็จย่าเคยอยู่
เค้าว่าอากาศดี แต่ก่อนอื่นขอเริ่มจองบ้านพักเยาวชน
เพราะคงไปซูริกกับโลซาน คงไม่ได้กลับมานอนที่เจนีวา
แล้วก็เหมือนเดิม London ตลอดกาล
เดือนไหนไม่มีอังกฤษนี่ ถือว่าแปลก
แต่ที่ดีใจก็คือ มีไฟลท์ beyruit เพราะ ที่นั่นเหล้าถูกมาก
จะไปซื้อ whiskey and bailey กลับ
ถูกขนาด ถูกกว่าเมืองไทยครึ่งหนึ่งน่ะ
วันนี้พอแค่นี้ก่อน ไปเก็บกระเป๋า เตรียมตัวไป
Johanesburg, south africa
สงสัยไปดูสัตว์อย่างเดียวมั๊ง
เฮ้อ !!!!
Good luck, my dear
5月22日 Colombo flightEnjoy travelling
กลับมาแล้วจ้า หลังจากไม่ได้อับมาเกือบครึ่งเดือนมั๊ง
ไปมาหลายที่แล้ว เริ่มเบื่อแล้ว
ตอนนี้อยากไปเที่ยวเอเชียบ้าง
รอเปิด Osaka, Shianghai and New york จ้า
รออยู่นะ Etihads ที่รัก
==================
เพิ่งกลับมาจากโคลอมโบ ไปกิน Seafood กับ captain มา
แต่อร่อยสู้บ้านเราไม่ได้ ไม่มีนำจิ้ม seafood แบบบ้านเรา
ว่าแล้ว คิดถึงบ้านจัง
ก่อนไปโคลอมโบ ไป jakata มา ที่จริง standby
เจอเรียกไป jakata ตังค์ก็ไม่ได้แลก
เลยอยู่แต่ในโรงแรม แต่โชคดี เจอโรงแรมดี
sha-ga-ri-la hotel จ้า
วันๆเลย อยู่แต่ในโรงแรม ไป fitness, jacuzzi, sauna
แล้วก็ไปว่ายน้ำจ้า อ๋อ ไปนวดมาด้วย
หมดไปตั้ง 350,000 แน่ะ แต่เป็น รูปีอินโด
ก็ตกประมาณ 2000 บาทไทยก็ไม่แพงมากนะ
อยู่ 24 ชั่วโมงก็กลับแล้ว อุตส่าห์ไปตั้ง 7.30 แน่ะ
ไปกลับก็ 15 ชั่วโมง แต่ไปอยู่แค่ 24 ชั่วโมง
เฮ้อ +++ เหนื่อยจัง
====================
ก่อนหน้านั้นได้กลับกรุงเทพด้วย
ไปกอดหมามา รู้สึกตัวเมียจะผอมลงไปเยอะ
ไปซื้องของกินกระจาย หมดตังค์ก็ตอนไปกรุงเทพนี่ล่ะ
ขอโทษนะ เพื่อนๆ ที่ไม่ได้โทรไปหาเลย
เดี๋ยวตอน on leave ตอน June
นัดกันไปกินข้าวนะ
จำไว้ 16-27 / 05/06 นะ
see you everybody !!!!
5月1日 Munic and FrankfurtMUNIC/FRANKFURT
Have a nice flight !!! 55555
I've just came back from munic, Germany.
I like this flight so much because i can buy pork which there are no on UAE.
I ate soft ice cream. It's very good,
I called to my famiy, my friend because the telephone card is very cheap.
It just EURO 300 that i can call for 200 minuits.
I experience feeling with German's people before 2006 FIFA worldcup open.
Unfortunally, the ticket sold out so i've had ticket. T_T
But, Golf have one lah. envious him jang loey.
Then, i flown to frankfurt. i enjoy eatting again. I ate lot frankfurter which is the best sausage in the world.
I met Thai airways's captain and crew in the same hotel. They are very nice.
They bring us to travel around frankfurt. we went to CREW SHOP where is allowed for crew only. I visited SEX SHOP also. Now, i known i should buy what in the sex shop. 5555
I love Germany so much.
=============================
ROSTER IN MAY
Finally, i got flight to Bangkok. I will go back to Bkk on 11/05/06. I have tome to llive in Bkk just 24 hours.
It have lot activities that i wud like to do. First, I wanna go back home to hug my Mom, dad and two pretty dogs. Then, i will go to shopping lah.
If i have enough time. I will visit you guys na. my lovely friends.
Joop !!! Joop !!!
After i come back from Bkk. I will fly to Geneva, swiss and Londong, England. But I go there alone lah. I may travel alone again.
So boring jang loey.
===================================
4月18日 manchestermanchester
กลับมาแล้ว ที่นั่นเย็นจนปวดกรามเลย
เป็นไฟลท์ที่ทรหดมาก แปดชั่วโมง แต่โชคดีมีคนไทยเยอะ มีเพื่อนเยอะเลย
เรียนรู้อะไรเยอะมากๆๆๆๆ
พอไปถึงก็หลับก่อนเลยแล้วก็ลงมาเที่ยว
ของแพงตามที่เค้าเล่ารือจริงๆ
เดินดูของอย่างเดียว แล้วก็ถ่ายรูป เข้าไปในเมืองที่
picaldally center by train ระบบการขนส่งยอดเยี่ยมมาก
สามารถไปได้ทุกที่เลย
แต่ก็อย่างว่าแพงเหมือนเดิม
ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะรีบเดินรีบกลับ ไปหาอะไรกิน
มันแพง เลยกินได้แค่ burger king เท่านั้น ยังตั้งประมาณ 300 บาทแน่ะ
แล้วก็กลับมานอน เตรียมตัวกลับ
ไฟลท์กลับเจอถามนิดหน่อย แต่ท้ายสุดก็ผ่านมาได้
เป็น flight supy ที่น่าจดจำทีเดียวล่ะ
==================
Bahrain (first operated flight)
เป็น flight แรก ที่มี area เป็นของตังเอง ตื่นเต้น
และก็ไม่มีคนไทยเป็น crew ใน flight เลย
คนไทยคนเดียว แต่สู้ตาย เป็นไฟลท์สั้น หนึงชั่วโมงเอง
สู้ตาย !!!!
ปรากฏว่า ไม่ลืม door นะ ทำตามขั้นตอนทุกอย่าง
"R3 door armed and cross check"
"R3 door disarmed and cross check"
แต่มามีปัญหาตรง service นี่สิ
เข็น cart ออกมาชนกับเก้าอี้ดีงปลั๊ก
tray หล่น หมดเลย โคตรซวย
แต่ crew น่ารัก บอกว่าอุบัตเหตุสามารถเกิดขึ้นได้
รีบเก็บแล้วรับเสริฟเลย เพราะไม่มีเวลามาก
เสริฟเสร์จถึงเวลา top of decent แล้ว
ก็ต้องรีบสุดๆๆๆๆ
แต่ผ่านไปด้วยดี ตอนกลับก็สามารถทำได้ด้วยดี
สบาย จบไปอีก flight นึง
ตอนนี้รู้แล้ว ว่าชอบ short haul flight มากๆ
จบเร็วดี ไม่ต้องมานั่งรอ
=============================
Colombo (second operated flight)
เป็นไฟลท์กลางๆ ประมาณห้าชั่วโมง
แต่ผู้โดยสารนี่นะ สุดยอกเลย กลิ่นสุดๆๆๆๆ
เจอ crew สุดแย่คนนึง แบบไม่อยากด่า กูก็รู้มึงมีประสบการณ์ แต่มึง
ก็น่าจะเข้าใจกูบ้างว่ากูใหม่ แม่งทำยังกับกูต้องรู้หมด
เป็นคนปากีสถาน จำไว้เลยถ้าบินกับพวกนี้
ต้องทำใจ อินเดียด้วย ชอบทำเป้นว่ารู้ไปหมด
แต่แม่งจริงๆ ไม่รู้อะไรเลย
แล้วก็ไฟลท์นี้ ผู้ชายก็นะ เกย์ทั้งนั้น ชอบเต้นอีกต่างหาก
เต้นทีตูดบิดเลย
แล้วก็ชวนกันไปดู dvd ที่ majestic city ดูเหมือนจะถูกกวาพันธ์ทิพย์บ้านเราอีกนะ
ประมาณ 80 บาทเองเลยซื้อกลับมาเยอะเลย ทั้ง nanny mcphee, underworld, big mama 3, little chicken และ final destination 3 อยากดูมากๆโดยเฉพาะ เรื่องสุดท้าย
สงสัยมันนำเข้ามาจากไทยน่ะแหละ มี subtitle ไทยด้วย
แล้วก็กลับมา ด้วยตุ๊ก ตุ๊ก ของที่นี่ถูก เพราะค่าเงินมันไม่แพงเลย
ซัดไอติมไปซะเยอะเลย
ตอนเย็นก็ไป dinner กับ captain แล้วก็ crew
สนุกดี ไปอีกแบบ
คิดว่าเริ่มจะปรับตัวได้แล้ว
แต่หวังไว้ว่าคงไม่ต้องเจอ crew แบบเลวๆคนนั้นอีกนะ
ปล. ได้ทำ bar operator แล้ว ทำ เอกสารแล้วด้วย ตอนนี้เริ่มเก่งแล้ว
ป๊า ม๊า คิดถึงมากๆเลยนะ เพื่อนๆด้วย
แล้วก็มีหยุดอีกสองวัน แล้วก็ไป munic ต่อ คราวนี้จะเตรียมเสื้อหนาวไปเยอะๆเลย
เดี๋ยวจะกลับมาอับใหม่นะหลังกลับมากจากเยอรมันนะจ๊ะ
joop!!! joop!!!
4月9日 Congratulation !!! 6th week
เรียน pearl zone (Business class) ไม่วุ่นวายเท่า coral zone (economic class)
เรียนแบบ ชิว ชิวมาก เพราะไมต้องมานั่งจำว่าเสริ์ฟคนไหนก่อนหลัง
cut of point ตรงไหน เวียนหัวว่ะ
แล้วตอนทำ wet run ได้กินอาหาร pearl zone สุดยอด โคตรหรู
ว่าแล้วเวลาบินก็อยากนั่งชั้นนี้อ่ะ มีความเป็นส่วนตัวสูง
เบาะปรับเอนนอนได้สบาย แต่ก็อย่างว่า
you pay more, you get more
แล้วจะเอาตังค์ที่ไหนไปจ่ายเนี่ย แพงกว่าชั้นธรรมดาตั้งสองเท่า
เก็บไว้ให้คุณพ่อ คุณแม่นั่งดีกว่า
วันสุดท้ายสอบ ขอบอก ได้เต็มร้อยคนเดียวในห้อง
กูงี๊หน้าบานใหญ่เลย แถม trainer ยะงให้ตัดเค๊กอีกต่างหาก
เพราะได้ร้อยเต็ม ตอนงาน wing party !!! 55555
เรียนจบก็มีเค๊กให้กิน มีประกาศนียบัตรเหมือนมหาลัย
แต่ไม่เป็นทางการขนาดนั้น ก็แบบง่าย
เค๊กอร่อยมากๆๆๆ ซักไปสองชิ้น เพราะครีมที่นี่
ไม่เหมือนครีมบ้านเรา อร่อยอ่ะ เป็นแบบไสตล์วิปครีมเลย
ไม่อ้วนให้รู้ไป 55555
ในที่สุดก็จบซะที แต่มีเพื่อนที่บินบอกว่า ถ้าเจอ cabin manager ใจดี
ก็แล้วไป ไม่เรื่องมาก เข้าใจทุกอย่าง แต่ถ้าเจอ โหดๆละก็
โอ๊ยตายแน่ ตายแน่
นั่งสวดมนต์ขอให้เจอคนดีๆละกัน เข้าใจเราเยอะๆ
วันนี้จะไป marina mall ไปดูเสื้อผ้าอีกแล้ว
อ๋อ cosmetic ด้วย โคตรมีเรื่องเสียตังค์เลยกู
|
|
|